รมว.กห. ลงพื้นที่จังหวัดตราด ติดตามโครงการ “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์” ยกระดับคุณภาพชีวิตกำลังพลแนวหน้า พร้อมติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา
วันที่ 4 ก.ค.69 พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่จังหวัดตราด เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการปฏิบัติงานของกำลังพลในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์” ซึ่งมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ความมั่นคงชายแดน และยกระดับคุณภาพชีวิตของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา
ก่อนเข้ารับฟังการบรรยายสรุป ณ ห้องประชุมชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 3 หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้เข้าสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และพระอนุสาวรีย์พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล
การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามสภาพปัญหาและความต้องการของหน่วยปฏิบัติในพื้นที่จริง โดยเฉพาะด้านระบบน้ำอุปโภคบริโภค ระบบไฟฟ้า เส้นทางคมนาคมเข้าสู่ฐานปฏิบัติการ และระบบสื่อสาร ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของกำลังพล รวมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคง การลาดตระเวน การส่งกำลังบำรุง และการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า จังหวัดตราดเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีความสำคัญทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจึงไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจของกำลังพล แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน
จากนั้น พลโท อดุลย์ ได้เดินทางลงพื้นที่บริเวณชายแดนบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เพื่อติดตามสถานการณ์การค้าชายแดน และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า พื้นที่ชายแดนบ้านหาดเล็กมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชายแดน ซึ่งภาครัฐจะร่วมกันหารือเพื่อผลักดันการพัฒนาให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น พร้อมย้ำว่า ความสัมพันธ์ของประชาชนไทยและกัมพูชาไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่เป็นความสัมพันธ์ของเพื่อนบ้านที่ต้องร่วมกันลดความหวาดระแวง สร้างความเข้าใจ และส่งเสริมให้เศรษฐกิจชายแดนสามารถเดินหน้าต่อไปได้
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเปิดหรือปิดด่านเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างความไว้วางใจระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ และการรักษาความสัมพันธ์อันดีในระดับประชาชนควบคู่ไปกับการดำเนินการด้านความมั่นคงของรัฐ
สำหรับกรณีบริษัทเอกชนของกัมพูชาในพื้นที่จังหวัดเกาะกงดำเนินการรื้อถอนเขื่อนดักตะกอนบริเวณใกล้หลักเขตที่ 73 พลโท อดุลย์ กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้สภาพภูมิประเทศตามธรรมชาติเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยพบว่าดินตะกอนสะสมอยู่ฝั่งกัมพูชา ขณะที่กระแสน้ำไหลมากัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งของไทย ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2541
หลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันหารือเพื่อกำหนดแนวทางลดผลกระทบและแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยืนยันว่า หากทั้งสองฝ่ายเปิดใจพูดคุยและสร้างความเข้าใจร่วมกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นก็สามารถคลี่คลายได้ด้วยความร่วมมือและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน
ก่อนเดินทางกลับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ให้กำลังใจกำลังพลทุกนาย พร้อมกำชับให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง รอบคอบ และยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมยืนยันว่า กระทรวงกลาโหมจะเดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตของกำลังพลในพื้นที่แนวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกฐานปฏิบัติการมีความพร้อมทั้งด้านภารกิจและความเป็นอยู่








