นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุน สว. ปลดล็อกวาระดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่น เห็นด้วยเลิกจำกัด “นายก อบจ.-อบต.-เทศบาล” ทำงานได้ไม่เกิน 2 วาระ ชี้ไม่มีประเทศใดในโลกที่รัฐบาลกลางใช้อำนาจกฎหมายเพื่อบังคับท้องถิ่น แต่หากต้องการขีดเส้นไม่ให้เกิน 8 ปีจริง มีวิธีทำได้โดยใช้อำนาจท้องถิ่น ระบุปรับลดอายุผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่นเหลือ 25 ปี ช่วยเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน
รศ. ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ หัวหน้าสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับมติสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่เห็นชอบร่างกฎหมายเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น 4 ฉบับ ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การยกเลิกข้อกำหนดให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เช่น นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นายกเทศมนตรี และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน (วาระละ 4 ปี รวมไม่เกิน 8 ปี) โดยมองว่ามติดังกล่าวเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดวาระของผู้บริหารท้องถิ่นตัวเอง และจะทำให้เกิดความต่อเนื่องในการบริหารงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพื้นที่มาก
ทั้งนี้ เนื่องจากงานบริหาร อปท. ส่วนใหญ่ไม่ใช่การออกกฎหมายเพื่อสร้างกติกา แต่คือการพัฒนาการจัดบริการสาธารณะ ซึ่งวาระการทำงานวาระละ 4 ปี ถือเป็นเวลาที่ค่อนข้างสั้นในการก่อให้เกิดมรรคผล ตัวอย่างเช่น นายกเทศมนตรีในปีแรกจะไม่สามารถทำอะไรของตัวเองได้เลย เพราะต้องใช้งบประมาณและแผนงานของนายกเทศมนตรีคนก่อน ฉะนั้นจึงจะเริ่มทำงานจริงได้ในปีที่ 2 และปีที่ 3 ส่วนในปีที่ 4 ก็ต้องเตรียมรักษาการ ดังนั้นจึงไม่ควรไปกำหนดวาระที่จำกัดการทำงานซ้อนเข้าไปอีก หรือปิดโอกาสการทำงานต่อเนื่องของผู้บริหารที่มีผลงานดี เพราะบาง อปท. มีผู้บริหารที่เก่ง มีผลงานเป็นประจักษ์ ได้รับรางวัลและเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่ท้องถิ่นอื่นๆ คำถามคือเราให้ผู้บริหารท้องถิ่นที่เก่งแบบนี้ทำงานต่อหรือไม่
รศ. ดร.วสันต์ กล่าวว่า เงื่อนไขที่กำหนดให้ผู้บริหาร อปท. ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ช่วงปี 2560 – 2561 โดยให้เห็นผลว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยป้องกันการสืบทอดอำนาจของกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ได้ แต่ทว่าในข้อเท็จจริงแล้วกลับไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนรองรับแต่อย่างใด และการที่รัฐส่วนกลางเข้าไปกำหนดเงื่อนไขลักษณะนี้ ยังเป็นการทำลายอำนาจในการตัดสินใจของประชาชนด้วย ส่วนตัวจึงไม่เห็นด้วย
“เท่าที่ศึกษาข้อมูลการปกครองท้องถิ่นประเทศต่างๆ ไม่พบว่ามีประเทศใดในโลกที่รัฐบาลกลางกำหนดวาระของผู้บริหาร อปท. ด้วยกฎหมายกลาง เพื่อบังคับใช้กับ อปท. ทุกแห่ง จะมีก็เพียงการให้อำนาจ อปท. แต่ละแห่งในการกำหนดกันเองผ่านการออกข้อบัญญัติภายในท้องถิ่นว่าไม่ต้องการให้มีผู้บริหารตัวเองดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระ หรือบางแห่งกำหนดเพียง 1 วาระก็มี เช่น ในสหรัฐอเมริกา ไต้หวัน ฯลฯ” รศ. ดร.วสันต์ กล่าว
ดังนั้น หากประชาชนพื้นที่ใดมีความต้องการกำหนดวาระผู้บริหาร ก็ให้มีการระบุเพิ่มเติมในกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ได้แก่ 1. ร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 2. ร่าง พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด 3. ร่าง พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล 4. ร่าง พ.ร.บ.เทศบาล หรือเป็นบทบัญญัติเพิ่มเติมใน พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 โดยกำหนดให้ทาง อปท. สามารถทำประชามติ และออกเป็นข้อกำหนดสำหรับของ อปท. นั้นๆ เองได้ แต่ต้องไม่ใช่รัฐบาลไปกำหนดให้ ซึ่งรวมถึงกรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยาเองก็ควรจะมีการแก้ไขกฎหมายให้เป็นไปในลักษณะเดียวกันด้วย
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในส่วนสาระสำคัญเรื่องการปรับลดอายุขั้นต่ำของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้บริหาร อปท. จาก 35 ปี เหลือ 25 ปี ส่วนตัวเห็นด้วย เพราะทำให้ประชาชนในพื้นที่มีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งหากหลักการคือให้ประชาชนเป็นคนเลือก ประชาชนก็ต้องมีสิทธิที่จะเลือก สำหรับผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องอายุ 25 ปี แนวทางปฏิบัติก็คือแค่ไม่ต้องเลือกผู้สมัครที่อายุน้อยเท่านั้นเอง ที่สุดแล้ว อปท. กว่า 7,800 แห่ง มีความแตกต่างหลากหลายและไม่เหมือนกัน จึงควรปล่อยให้ประชาชนในพื้นที่ตัดสินเองว่าจะอยู่กันแบบใด ประชาชนก็ต้องรับผิดชอบผลการเลือกของเขา ไม่ควรเอาสายตาของคนส่วนกลางไปจำกัด หรือดูแคลนว่าใครเป็นอย่างไร








