ข่าวเศรษฐกิจ

"นักวิชาการ" ชี้จีดีพีปี 69 โตทะลุ 3% ชิงย้ายฐานผลิตจากจีน เร่งปิดดีล FTA ดึงลงทุนแสนล้าน

แชร์ข่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ตัวเลขจีดีพี ปี 68 โต 2.4% ไม่น่าตกใจ เหตุศักยภาพไทยยังทำได้มากกว่านี้ แต่ถือเป็นสัญญาณดี เศรษฐกิจออกจากไอซียูแล้ว แนะรัฐบาลใหม่เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เอื้อต่างชาติตั้งฐานการผลิตมูลค่าแสนล้าน พร้อมเร่งปิดดีล FTA กับคู่ค้าสำคัญอย่าง EU ควบคู่รักษาวินัยการเงินการคลัง เชื่อทำเช่นนี้ ปี 69 ตัวเลขโตเกิน 3%

 

รศ. ดร.พีระ เจริญพร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ตามที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 และแนวโน้มปี 2569โดยระบุถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2568 ว่ามีการขยายตัวอยู่ที่ 2.4% ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้นั้น ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจสักเท่าใด เพราะศักยภาพของประเทศไทยสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากขึ้นกว่านี้ แต่ก็ถือเป็นทิศทางที่ดี และสามารถพูดได้ว่าเศรษฐกิจไทยออกจากห้องไอซียู (ICU) แล้ว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงที่มีอัตราการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และต่ำกว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกัน นั่นหมายความว่า แม้จะออกจากห้องไอซียูแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาล

รศ. ดร.พีระ กล่าวว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในไตรมาส 4 ของปี 2568 สะท้อนว่านโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว เช่น โครงการผลักดันการลงทุนอย่าง Thailand Fastpass โครงการคนละครึ่ง ฯลฯ แต่สิ่งที่สำคัญและมีผลต่อการทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมากที่สุด คือการเบิกจ่ายภาครัฐและการลงทุน ฉะนั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการในปี 2569 คือจะต้องทำให้โมเมนตัมเกิดผลต่อเนื่องในระยะยาว ผ่านการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาครัฐในส่วนที่เหมาะสม

“อย่างที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งในแต่ละปีมีบริษัทต่างประเทศเข้ามาขอรับบีโอไอมูลค่าเป็นแสนล้านบาท แต่ก็เป็นเพียงตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอเท่านั้น ยังไม่เกิดการลงทุนจริง โดยการลงทุนจริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกิจการเหล่านี้หาพื้นที่ลงทุนได้ และโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับ ซึ่งตรงนี้เองที่ภาครัฐจะต้องมาลงทุนเพื่อสนับสนุนเพื่อให้เกิดการลงทุนในประเทศจริง ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินหลักแสนล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประเทศ” รศ. ดร.พีระ กล่าว

นอกจากนี้ เรื่องการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ซึ่งเห็นได้จากประวัติศาสตร์ เช่น ในช่วงปี 2535 ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ก็มีการเปิดตลาดเสรีกับอาเซียนและทำให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตสูง รวมถึงหลังปี 2545 ช่วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็มีการทำ FTA กับต่างประเทศจำนวนมาก เป็นผลให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตต่อเนื่อง ฉะนั้น ภายใน 1 – 2 ปีนี้ รัฐบาลใหม่ต้องทำ FTA กับสหภาพยุโรป (EU) หรือคู่ค้าต่างประเทศที่สำคัญในภูมิภาคอื่นๆ ให้สำเร็จ ไม่ให้แพ้เวียดนาม หรือมาเลเซีย เพื่อเพิ่มการลงทุนในประเทศให้ยิ่งสูงขึ้น และส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งตรงนี้ก็น่าจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทางพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต้องการจะควบรวมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาอยู่ภายใต้พรรคภูมิใจไทยด้วย

“รัฐบาลควรเรียนรู้บทเรียนจากสมัยรัฐบาลนายกฯ ประยุทธ์ กลุ่ม 4 กุมารที่เป็นเทคโนแครตคนนอก พอโดนขับไล่ หลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยเป๋หมดเลย เพราะนักการเมืองมาแบบต่างคนต่างทำ ซึ่งถ้าครั้งนี้ภูมิใจไทยกับพรรคร่วมรัฐบาลไม่สามารถรักษาสัญญาว่าจะให้เทคโนแครตมือดีมาทำงานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ ก็อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเจอปัญหาได้ เรื่องนี้เป็นความเสี่ยงทางการเมืองที่ต้องดูกันต่อไป” นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ

ขณะเดียวกัน ในอีกด้านรัฐบาลใหม่ก็ต้องมีการรักษาวินัยทางการคลังด้วย เพราะแม้การรักษาวินัยทางการเงินการคลังจะส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศน้อยลง แต่ก็เป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของต่างชาติในระยะยาวเช่นกัน รวมถึงเรื่องการรักษาให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีเครดิตเรตติ้งที่ดีที่จะทำให้ต้นทุนทางการคลังของประเทศ ตลอดจนต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชนจะไม่สูงไม่กว่านี้

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า จากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ประกอบกับศักยภาพของประเทศไทย ส่วนตัวเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่GDP ของไทยในปี 2569 จะเติบโตมากกว่า 3%ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ เพราะหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่โต 4 – 5% ศักยภาพการผลิตของไทยก็ไม่แพ้ประเทศเหล่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือรัฐบาลจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับเอกชนทั้งในไทยและต่างชาติให้มามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ได้ ซึ่งก็ด้วย 3 สิ่งหลักที่กล่าวไปแล้ว คือ 1. การกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาครัฐในส่วนที่เหมาะสม 2. การเจรจา FTA 3. การรักษาวินัยทางการคลัง

ทั้งนี้ ในปี 2569 นี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญด้วยเนื่องจากต่างประเทศกำลังเดินหน้าย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีนและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ซึ่งถ้าสามารถดึงดูดให้เกิดการลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทยได้ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่องอย่างน้อย 5 – 10 ปีติดต่อกัน

“เรื่องการตั้งรัฐบาลช้าน่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจปี 2569 น้อย เพราะตอนนี้รัฐบาลภายใต้การนำของภูมิใจไทยก็เป็นรัฐบาลรักษาการอยู่แล้ว และตอนนี้น่าจะมีการเตรียมแพ็กเกจในการกระตุ้นเศรษฐกิจรอปล่อยตอนเป็นรัฐบาลใหม่เต็มตัว ขณะที่ความขัดแย้งไทย – กัมพูชาก็น่าจะกระทบไม่มาก แต่ปลายทางก็ควรมองด้วยว่าการทำการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านเป็นคุณประโยชน์มากกว่าไม่คบค้าสมาคมกันเลย ถ้าสุดท้ายเจรจากันได้ และเปิดการค้าชายแดนได้อีกประเทศก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยด้วยอีกส่วน เพราะไทยเองก็เกินดุลการค้ากัมพูชาด้วย จึงไม่อยากให้เอาความชาตินิยมปิดโอกาสเรื่องนี้” รศ. ดร.พีระ กล่าว

#จีดีพีไทย #เศรษฐกิจไทย2569 #FTA #ย้ายฐานการผลิต #ลงทุนไทย #BOI #EU #ข่าวเศรษฐกิจ #นักวิชาการธรรมศาสตร์ #GDPไทย #การเมืองเศรษฐกิจ #ข่าวเศรษฐกิจวันนี้