วันที่ 1 ก.ค.69 นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล โฆษกคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา พร้อมด้วยร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ วุฒิสมาชิกจังหวัดยะลา และรองประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ คนที่สอง วุฒิสภา ร่วมแถลงข่าวถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถึงสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดยนายไชยยงค์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีทั้งเหตุลอบวางเพลิงปั๊มน้ำมันในตัวเมืองยะลาและจังหวัดปัตตานี การวางระเบิดน้ำหนัก 70 กิโลกรัมในอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส จนทำให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียบาดเจ็บสาหัส 2 ราย รวมถึงการเผาโรงงานไฟฟ้าชีวมวลในอำเภอหนองจิก และโครงการโซลาร์เซลล์ในอำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี
นอกจากนี้ยังเกิดเหตุกลุ่มโจรปล้นและเผารถบรรทุกสินค้าบนเส้นทางสายเศรษฐกิจยะลา-เบตง จนปัจจุบันไม่มีใครกล้าสัญจรในเวลากลางคืน ขณะที่อำเภอสุไหงโก-ลก กลายเป็นเมืองร้างหลังเกิดเหตุระเบิด ชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายของขบวนการแบ่งแยกดินแดนได้ขยายจากการโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ มาเป็นการทำลายเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างชัดเจน โดยในปีนี้ปั๊มน้ำมันถูกทำลายไปแล้วหลายแห่งทั้งปั๊ม ปตท. และปั๊ม PT
สถิติในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา พบเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นกว่า 300 เหตุการณ์ ซึ่งเป็นลักษณะอาชญากรรมที่ไม่เลือกเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นพุทธศาสนิกชนหรือนักลงทุนที่เข้าไปทำธุรกิจจะถูกโจมตีทั้งหมด ประเด็นที่น่ากังวลคือความล้มเหลวในการป้องกันพื้นที่ แม้จะมีจุดตรวจทหารตำรวจกว่า 20 แห่งบนเส้นทางเศรษฐกิจ แต่เหตุเผารถกลับเกิดขึ้นห่างจากจุดตรวจเพียง 2 กิโลเมตร หรือกรณีตากใบที่จุดเกิดเหตุห่างจากจุดตรวจเพียง 2-5 กิโลเมตร ทั้งที่มีจุดตรวจรวมถึง 13 จุดในพื้นที่ดังกล่าว
สะท้อนว่ากำลังพลกว่า 50,000 คน และงบประมาณเฉพาะของ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ปีละกว่า 30,000 ล้านบาท ไม่สามารถปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน หรือความปลอดภัยของนักลงทุนได้เลย โดยเฉพาะเมื่อมีคำสั่งให้กำลังพลเน้นตั้งรับอยู่ในที่ตั้งเพื่อไม่ให้เป็นเป้าสายตา ยิ่งเปิดโอกาสให้เกิดเหตุรายวันวันละ 3-4 เหตุการณ์
นายไชยยงค์ กล่าวถึงความล้มเหลวของการดำเนินงานในปัจจุบัน "การป้องกันเหตุและการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ล้มเหลวทั้ง 4 เรื่อง คือ หนึ่ง ล้มเหลวงานมวลชน เพราะไม่มีมวลชนเป็นของรัฐเลย สอง ล้มเหลวในงานการข่าว เพราะไม่มีงานการข่าวที่จะมาป้องกันได้จริง สาม ล้มเหลวในงานป้องกัน และสี่ ล้มเหลวในการปราบปรามเชิงยุทธศาสตร์ในเชิงรุก เมื่อหัวใจสำคัญทั้ง 4 เรื่องล้มเหลว นายกรัฐมนตรีต้องเร่งแก้ไขก่อนที่นักลงทุนจะหนีหายไปทั้งหมด"
ในส่วนของการบริหารงาน คณะกรรมาธิการฯ เรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนผู้รับผิดชอบ หากแม่ทัพภาคที่ 4 หรือ ผอ.รมน.ภาค 4 ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ก็ไม่ควรปล่อยให้ "ทู่ซี้" อยู่ต่อจนถึงวาระเกษียณในเดือนกันยายน เพราะความเสียหายจะเกิดขึ้นต่อเนื่อง พร้อมเสนอว่าการแต่งตั้งแม่ทัพคนใหม่ควรเป็น "ลูกหม้อ" ของกองทัพภาคที่ 4 ที่เข้าใจบริบทพื้นที่อย่างแท้จริง ไม่ใช่ส่งนายทหารจากภาคอื่นลงไปปฏิบัติหน้าที่
รวมถึงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ต้องมีความรู้ความสามารถจริง ไม่ใช่เลือกจากระบบรุ่นพี่รุ่นน้องแต่ไม่รู้เรื่องพื้นที่ เช่นเดียวกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่ปัจจุบันมีสภาพเป็น "เป็ดง่อย" ไม่สามารถประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดได้ จึงเสนอให้โอนกลับไปสังกัดกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้การทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน
"ผมขอฝากให้พิจารณาคนที่มีความสามารถ โดยเฉพาะลูกหม้อของกองทัพภาคที่ 4 ไม่ใช่เอานายทหารจากกองทัพภาคที่ 1 หรือภาคที่ 2 ลงไปอยู่ในพื้นที่ ไม่รู้จักวัฒนธรรมการกิน ไม่รู้จักประเพณีของคนในพื้นที่ เพราะจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้เลย เช่นเดียวกับ สมช. ยุทธศาสตร์ที่ใช้ตอนนี้ไม่สอดคล้องกับความจริง ถ้าจะเปลี่ยนเลขาฯ ก็ต้องเอาคนของเขามาทำหน้าที่ ไม่ใช่เอานายทหารที่ไม่รู้เรื่องเพียงแต่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันมาเป็น" นายไชยยงค์ กล่าว
ด้านร้อยตำรวจเอกฉลอง วุฒิสมาชิกจังหวัดยะลา เปิดเผยว่าจากการลงพื้นที่พบว่านักท่องเที่ยวมาเลเซียเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยช่วงมกราคมถึงพฤษภาคมมีจำนวนถึง 8 ล้านคน สร้างรายได้มหาศาลคนละประมาณ 5,000 บาท แต่เมื่อเกิดเหตุความรุนแรงจนนักท่องเที่ยวบาดเจ็บ บรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ตั้งเป้าจะเป็น "ครัวของมาเลเซีย" ก็พังทลายลง
ขณะที่ความสูญเสียภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่นั้นรุนแรงมาก เช่น โรงไฟฟ้าชีวมวล 15 แห่ง ถูกเผาไปแล้ว 5 แห่ง หรือกรณีบริษัท กัลฟ์ ที่ลงทุนโซลาร์เซลล์มูลค่านับพันล้านบาท กลับถูกวางระเบิดทำลายแผงโซลาร์มูลค่า 13 ล้านบาทพังทลายในคืนเดียว ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 ต้องมีคำตอบว่าเหตุใดกำลังทหารที่มีอยู่จึงไม่สามารถคุ้มครองการลงทุนเหล่านี้ได้
สำหรับมุมมองต่อกลุ่มผู้ก่อเหตุและทัศนคติของคนในพื้นที่ นายไชยยงค์ระบุว่ากลุ่ม BRN ยังคงใช้การบิดเบือนศาสนาเป็นตัวนำ และเปลี่ยนสถานะผู้ก่อเหตุที่มีหมายจับหลายคดีให้กลายเป็นวีรบุรุษผ่านพิธีกรรมแห่ศพปกป้องมาตุภูมิ ซึ่งคนในพื้นที่ตกอยู่ในสภาวะหมดหวัง
"คนในพื้นที่ชินชากับสถานการณ์และหมดหวังแล้ว เพราะผ่านไป 22 ปี เขายังไม่เห็นเจ้าหน้าที่รัฐสามารถสร้างความสงบให้กลับมาได้จริง ทุกคนจึงมีวิธีคิดของตัวเองในการที่จะอยู่รอดในพื้นที่และในธุรกิจที่ทำ แม้แม่ทัพภาคที่ 4 จะพยายามทำทุกอย่าง ทั้งย้าย ผบ.พล หรือใช้เฮลิคอปเตอร์ปฏิบัติการทางอากาศ แต่สิ่งที่ทำมันไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาใน 8 เดือนที่ผ่านมา จึงต้องคิดใหม่และมีการปรับปรุงแก้ไขทันที" นายไชยยงค์ กล่าว








