“2 น.” จะขัดแย้ง ถึงขั้นแตกหักกันตามกระแสข่าวที่ลอยลมมาหรือไม่ อาจเป็นเพียง “คลื่นลม” ที่เกิดขึ้นแล้ว สงบลง เพราะอย่าลืมว่า สิ่งที่รัฐบาล “อนุทิน 2” กำลังรับมือในเวลานี้ นั้นหนักหนาพอแรงอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ควรเปิดศึกเพิ่มขึ้นใน ด้วยการ “วัดกำลัง” กันเอง !
กระแสข่าว อาการไม่ลงรอยกันระหว่าง “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล เจ้าของรหัส “สร.1” อยู่ในตำแหน่งผู้เล่น “นายกรัฐมนตรี” และ “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” ขัดแย้งกับ “ครูใหญ่บุรีรัมย์” คือ “เนวิน ชิดชอบ” ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งอยู่ในตำแหน่ง “ผู้เล่นหลัก” ทั้งพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาล เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมาหลายวันที่ผ่านนมา
ยิ่งเมื่อเกิดอาการไม่กินเส้นกันระหว่าง “บิ๊กข้าราชการ” ในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมี นายกฯอนุทิน นั่งเป็น “มท.1” ว่ากันว่า บิ๊กข้าราชการที่กระทรวงคลองหลอด มีทั้งฝั่งที่แนบแน่นกับ ครูใหญ่เนวิน กับฝั่งที่ อยู่ในสายของนายกฯอนุทิน ยิ่งกลายเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า ทั้ง “2 น.” น่าจะมีปัญหากันจริง
ลำพัง 2 น. มีข่าวว่าขัดแย้งกันยังไม่พอ ปรากฏว่ามีชื่อ “พ.” คือ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯและรมว.คมนาคม ถูกพาดพิงถึงว่า อยู่ในวังวนของความขัดแย้ง โดยเฉพาะกับ พิพัฒน์ กับนายกฯอนุทิน
แน่นอนว่า คำตอบของพิพัฒน์ ต่อเรื่องนี้ คือ “ไม่มีความขัดแย้ง” แต่ “อาจจะมีความเห็นต่างกัน” อยู่บ้างเท่านั้น
“ นายกฯยังเป็นเบอร์1ในการบริหารประเทศ และอีก 1น.ให้คำปรึกษาเหมือนกับผู้นำทุกประเทศ” (30 มิ.ย.69)
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์การเมือง หลายฝ่ายต่างประเมินว่า ทั้งเนวิน อนุทิน และพิพัฒน์ อาจมีปัญหากันจริง แต่จะไปไม่ถึง “การแตกหัก” อย่างแน่นอน เพราะอย่าลืมว่าการเติบโตของพรรคภูมิใจไทยชนิดก้าวกระโดด จนถึงวันนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ฝั่ง “เสรีประชาธิปไตย” อย่างพรรคส้ม นั้นอ่อนแรง
ขณะที่พรรคในปีกอนุรักษ์นิยมไม่มีความเข้มแข็งมากพอ ซึ่งต่างจากการเติบโตของพรรคไทยรักไทย ของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯที่สามารถ “ยืนระยะ” ในการเมืองมาได้ ถึง 3เจนเนอเรชั่น จากไทยรักไทย สู่ พลังประชาชน และเพื่อไทย ในวันนี้
แม้อนุทินและเนวิน จะเรียนรู้ ศึกษาบทเรียนความผิดพลาด ล้มเหลวจากพรรคการเมืองของอดีตนายกฯทักษิณ แต่ไม่ได้หมายความว่าพรรคภูมิใจไทย จะเดินไปสู่จุดเดียวกับพรรคไทยรักไทย แต่เมื่อวันนี้ พรรคเพื่อไทยของทักษิณ กลายเป็นพรรคต่ำร้อย อยู่ในสภาพที่อ่อนแรง จึงกลายเป็น “ปัจจัย” เอื้อต่อการเติบโตของพรรคภูมิใจไทย
แต่การเป็นพรรคการเมืองอันดับหนึ่ง หลังการเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ.2569 อาจยังไม่เพียงพอ เมื่อสถานการณ์รอบด้านวันนี้คงอาศัย “การเมือง” อย่างเดียวไม่พอ เมื่อปัญหาใหญ่ ทั้งเศรษฐกิจ และความมั่นคง ตลอดจนปัญหาพลังงานคือตัวชี้วัด “ความนิยม” ที่มีต่อรัฐบาล
หมายความว่าทั้งอนุทิน และเนวิน จะเดินไปสู่จุดแตกหักนั้นเกิดขึ้นได้ยาก เมื่ออำนาจการบริหารงานในพรรคอยู่กับครูใหญ่ บุรีรัมย์ ผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรค ส่วนอนุทิน คือผู้ที่รับบท นายกฯ ทำหน้าที่ผู้บริหาร ต่างเป็นความสัมพันธ์ที่ลงตัวอยู่แล้ว
ส่วนปมปัญหา ว่าด้วย “ที่ดินเขากระโดง” ซึ่งวันนี้เรื่องราวอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย จะดำเนินไปตามที่ “เทพไท เสนพงศ์” นักวิเคราะห์การเมือง ให้ข้อสังเกตเอาไว้หรือไม่ว่า เรื่องนี้ทั้ง กรมที่ดินและการรถไฟแห่งประเทศไทย จะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ขณะเดียวกัน ปรากฏว่าวันนี้ มีกระแสสังคมเกิดขึ้นเป็นระลอก กดดันให้รัฐเอาที่ดินเขากระโดงคืน เพราะเป็นที่ของการรถไฟ
และคนที่จะถูกกดดันมากกว่าใครคือ นายกฯอนุทิน จะเลือกเดินหน้าอย่างไร หรือจะยื้อกันต่อไปเรื่อยๆ เพื่อลดแรงกระแทกต่อรัฐบาล !








