“สกลธี” ชำแหละงบฯสาธารณสุขปี 2570 รวม 5.7 แสนล้านบาท ชี้โครงสร้างเปราะบาง เน้น “ซ่อมมากกว่าสร้าง” เตือนระบบส่อล่มสลายจากวิกฤตรวม 3 ระเบิดเวลา ทั้งปัญหา รพ.รัฐขาดทุนหนัก และสมองไหล แนะรัฐบาลกล้าหาญนำระบบ “ร่วมจ่าย (Co-payment)” มาใช้เพื่อความยั่งยืน ด้าน “ชัชวาล” ชี้เป็นแค่ “งบแก้ปวดหาย ไม่ใช่งบรักษาโรค” แฉตัดงบลงทุนลดฮวบ 7.2 หมื่นล้านบาท ไปโปะรายจ่ายประจำ ปล่อยชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้เสี่ยงดวงลุ้นฝน พร้อมตั้งคำถามเงินช่วยลดต้นทุน “ไร่ละพัน” หายไปไหน ทำไมต้องให้รอลุ้นงบกลาง
วันที่ 30 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2540 วาระแรก วงเงิน 3.78ล้านล้านบาท เป็นวันที่สองโดย นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในประเด็นการจัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุขว่า เมื่อร้อยเรียงตัวเลขงบประมาณด้านสุขภาพของคนไทย ทั้งในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข 1.8 แสนล้านบาท, งบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เกือบ 3 แสนล้านบาท, งบกลางสำหรับรักษาพยาบาลข้าราชการ 8 หมื่นล้านบาท และงบประมาณที่แฝงอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อีก 1.8 หมื่นล้านบาท จะพบว่ามีมูลค่ารวมสูงถึง 570,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ของงบประมาณแผ่นดิน แม้ในสายตาขององค์การอนามัยโลก (WHO) และธนาคารโลกจะชื่นชมไทยว่าใช้เงินเพียงร้อยละ 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แต่กลับสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ดี ต่างจากประเทศชั้นนำอย่างสวีเดน อังกฤษ หรือญี่ปุ่นที่ใช้ตัวเลขสองหลัก อย่างไรก็ตาม การใช้น้อยแต่ทำได้เยอะกำลังกลายเป็นจุดอ่อนที่สะสม "ระเบิดเวลา 3 ลูก" ที่รอวันปะทุและพาตัวระบบก้าวไปสู่ขอบเหว
นายสกลธี ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างงบประมาณสาธารณสุขใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. เน้นซ่อมมากกว่าสร้าง เม็ดเงินส่วนใหญ่หมดไปกับค่าหัวรักษาพยาบาลที่ปลายเหตุ ท่ามกลางภาวะสังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอดที่มีผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) พุ่งสูง แต่รัฐบาลกลับจัดงบประมาณเพื่อการป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพ (PP) เพียงร้อยละ 10 เท่านั้น โดยไม่ยอมลงทุนในระบบคัดกรองเชิงรุกในชุมชน 2. วิกฤตโรงพยาบาลรัฐขาดทุนและปัญหาสมองไหล ระบบการจ่ายเงินชดเชยผู้ป่วยในของ สปสช. (ระบบเพดานปิด ADJ RW) สวนทางกับสภาวะเงินเฟ้อ ค่ายา ค่าแรง และเทคโนโลยีการแพทย์ที่แพงขึ้น ส่งผลให้โรงพยาบาลรัฐกว่า 300 แห่งเผชิญภาวะขาดทุน และมีกว่า 100 แห่งที่ใกล้ล้มละลาย จนคลินิกชุมชนอบอุ่นในพื้นที่ กทม. หายไปครึ่งหนึ่ง เกิดปัญหาระบบใบส่งตัวเรื้อรัง ซ้ำร้ายบุคลากรหน้างานต้องแบกภาระงานหนักจนร่างกายพัง เกิดภาวะสมองไหลลาออกจากระบบราชการอย่างรุนแรง
นายสกลธี กล่าวต่อว่า 3. ความเหลื่อมล้ำซ้ำซ้อนของ 3 กองทุนสุขภาพ ปัจจุบัน ทั้งระบบบัตรทอง ประกันสังคม และสิทธิ์ข้าราชการ ต่างใช้เงินภาษีของประชาชนเหมือนกัน แต่สิทธิ์การเข้าถึงโรงพยาบาล ยา และต้นทุนต่อหัวกลับไม่เท่ากัน ก่อให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เช่น การจัดซื้อยาที่ต่างคนต่างซื้อ จนทำให้เสียเม็ดเงินไปโดยใช่เหตุจากการสูญเสียอำนาจต่อรอง ตนไม่เห็นด้วยหากจะมีการปรับลดงบประมาณก้อนนี้ เพราะเปรียบเสมือนการตัดเส้นเลือดใหญ่ของประชาชน แต่ขอเสนอแนะแนวทางปฏิรูปแนวคิดการจัดงบประมาณต่อรัฐบาล 3 ข้อ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบสาธารณสุขไทย ดังนี้ปรับโครงสร้างเป็นงบเชิงรุกระดับท้องถิ่น เพิ่มงบประมาณให้ รพ.สต. และยกระดับขีดความสามารถของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กว่า 1.1 ล้านคนทั่วประเทศ โดยสนับสนุนอุปกรณ์เทคโนโลยี (Tablets) และระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เพื่อให้เป็นแขนขาในการคัดกรองผู้ป่วยโรคเรื้อรังเชิงรุก แทนที่จะทำหน้าที่เพียงแค่คนแจ้งข่าว พร้อมทั้งปรับค่าตอบแทน 2,000 บาท ให้เป็นระบบจูงใจตามผลงาน (Performance-based)
นายสกลธี กล่าวอีกว่า ทบทวนอัตราจ่ายชดเชยตามต้นทุนจริง: สปสช. ต้องปรับเพดานการจ่ายชดเชยค่ารักษาพยาบาลให้สะท้อนความเป็นจริง จากปัจจุบันที่จ่ายโรคผู้ป่วยในเฉลี่ยเพียง 8,000 บาท แต่ต้นทุนที่โรงพยาบาลต้องแบกรับจริงอยู่ที่ 10,000 - 13,000 บาท เพื่อหยุดวิกฤตโรงพยาบาลรัฐขาดทุนซ้ำซาก และไม่ต้องคอยนำงบกลางมาโปะรายปี หาแหล่งรายได้ใหม่ด้วยความกล้าหาญ: รัฐบาลจะหวังพึ่งพิงภาษีทางตรงหรือเงินอุดหนุนจากรัฐเพียงอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป ต้องกล้าเก็บภาษีสุขภาพเฉพาะให้เข้มข้น เช่น ภาษีโซเดียม ภาษีน้ำตาล และสิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการนำ ระบบร่วมจ่าย (Co-payment) มาใช้ โดยให้ผู้มีรายได้ปานกลางถึงระดับสูงร่วมออกค่าใช้จ่ายบางส่วนในการรักษา เพื่อสงวนสิทธิ์บัตรทองฟรีไว้ให้กลุ่มคนยากจนและผู้ไร้ที่พึ่งอย่างแท้จริง เหมือนที่ประเทศญี่ปุ่นและเยอรมนีประสบความสำเร็จ
"งบประมาณสุขภาพ 570,000 ล้านบาท ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่า แต่คือการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ เพราะต่อให้ประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานดีแค่ไหน หากระบบสาธารณสุขล่มสลาย ประชาชนเจ็บป่วยจนล้มละลาย เศรษฐกิจก็ไม่มีวันเดินหน้าได้ รัฐบาลต้องเลิกวิธีถมเงินไล่ตามซ่อมที่ปลายเหตุ แต่ต้องกล้าปฏิรูประบบอย่างยั่งยืน" นายสกลธี กล่าว
ด้านนายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด เขต 7 พรรคไทยสร้างไทย อภิปรายตั้งคำถามสำคัญว่า งบประมาณแผ่นดินก้อนนี้กำลังถูกใช้เพื่อสร้างอนาคต หรือปล่อยให้ประชาชนจมอยู่กับวงจรปัญหาเดิมๆ เพราะจากการศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ควบคู่กับรายงานวิเคราะห์ของสำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) พบข้อสังเกตที่น่ากังวลว่า งบฉบับนี้เป็นเพียง "งบแก้ปวดหาย ไม่ใช้งบรักษาโรค" เนื่องจากวงเงินงบประมาณภาพรวมเพิ่มขึ้น แต่รายจ่ายลงทุนกลับลดลงกว่า 72,000 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 8.4) ขณะที่รายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นกว่า 131,000 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 5) สะท้อนว่าประเทศกำลังเฉือนเนื้อเงินลงทุนเพื่ออนาคตไปโปะให้รายจ่ายประจำที่เติบโตไม่หยุด
นายชัชวาล กล่าวว่า การจัดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับวิกฤตการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ที่ขาดแคลนแหล่งน้ำและต้องเผชิญกับปัญหาน้ำใต้ดินเค็ม แม้รัฐบาลจะแถลงว่าให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวาระแห่งชาติ แต่กลับปรับลดงบลงทุนด้านความมั่นคงทางน้ำ รวมถึงงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดลงอย่างมาก ส่งผลให้ประชาชนต้องฝากความหวังเรื่องภัยแล้งไว้กับกรมฝนหลวงและการบินเกษตรที่ได้รับงบประมาณเพียง 2,000 ล้านบาท ราวกับเป็นซูเปอร์แมน ซึ่งหากรัฐบาลเห็นว่าการดัดแปลงสภาพอากาศเป็นสิ่งสำคัญ ก็ควรเพิ่มศักยภาพและนวัตกรรม ไม่ใช่ลดงบลงทุนโครงการด้านน้ำเกือบทั้งหมดแล้วปล่อยให้เกษตรกรต้องเสี่ยงดวงลุ้นฝนในทุกฤดูกาลเช่นนี้
นายชัชวาล ยังตั้งคำถามถึงการจัดลำดับความสำคัญ โดยยกตัวอย่างงบประมาณทำถนนและซ่อมแซมของกระทรวงคมนาคมที่สูงเกือบ 4 แสนล้านบาท ซึ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี ซึ่งเป็นส่วนที่ควรชะลอไว้ก่อน เพื่อนำงบประมาณมาเร่งแก้ปัญหาปากท้องและสร้างหลักประกันรายได้ด้านน้ำให้เกษตรกรก่อน พร้อมตั้งคำถามรัฐบาลคือ มาตรการช่วยเหลือลดต้นทุนชาวนา "ไร่ละ 1,000 บาท" ว่าเหตุใดจึงไม่ถูกจัดไว้ในงบประมาณหลักของกระทรวงใดเลย แต่กลับต้องให้ชาวนารอลุ้นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรอใช้งบกลาง ทั้งที่เป็นภารกิจที่รัฐบาลรู้อยู่แล้วว่าต้องทำทุกปี ไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน จนชาวบ้านต้องสะท้อนความอัดอั้นเป็นภาษาอีสานว่า "ยามสิซอยคนทุกข์คือยุ่งยากคักแท้ บัดยามมาขอคะแนนคือเว้าง่ายคักแท้" (เวลาจะช่วยคนจนทำไมยุ่งยากจัง ตอนมาขอคะแนนเสียงทำไมพูดง่ายจัง)








