วันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่สวนเบญจกิติ พรรคประชาชน จัดเวทีหาเสียงใหญ่สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) โดยเวทีในวันนี้ มีทั้งผู้สมัคร ส.ก.พรรคประชาชน รวมถึง สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และแกนนำคนสำคัญร่วมการปราศรัยอย่างคับคั่ง
[ หยุดเคยชินกับปัญหารอบบ้าน ส่ง ส.ก. ประชาชนเข้าไปแก้ปัญหา ]
สำหรับการปราศรัยโดย อริย์ธัช ยอดไชยเกียรติ ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางกอกน้อย พรรคประชาชน ระบุว่าในฐานะ ส.ก. คนใหม่ที่ไม่เคยลงสนาม ที่ผ่านมาตนได้เจอทั้งขวากหนามและการสบประมาทมาโดยตลอด ถึงขั้น ส.ก. คนเดิมพูดกับตนต่อหน้าที่ประชุมประธานชุมชน ว่าลงมาอย่างไรก็แพ้ตัวเอง หลายคนอาจจะยอมแพ้ตั้งแต่วันนั้น แต่สำหรับตนไม่ยอมแพ้ เพราะวาระที่อยู่ในใจของตนใหญ่กว่าสิ่งที่เขามองเห็น และเพื่อนผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชนก็คงจะเจอสภาวะที่ไม่ต่างกัน
เมื่อตนได้พูดคุยปัญหากับคนบางกอกน้อย ก็พบว่าหลายสิ่งหลายอย่างไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่อยู่ตามตรอกซอกซอยมานาน ตอนเดินไปทุกพื้นที่ก็พูดคุยและได้รับการสะท้อนมาว่าถนนที่เป็นบ่อ ซอยที่มืด ท่อที่อุดตันท่วมอยู่ก็เป็นแบบนี้ เมื่อคุยว่าตนอยากจะมาแก้ไขและทำให้ดีขึ้น หลายคนก็ไม่เชื่อ เพียงเพราะความคุ้นชินกับสิ่งที่เป็นมาตลอด คุ้นชินกับปัญหาจนเผลอปรับตัวไปกับมันแล้ว ว่าปัญหาหน้าบ้านตัวเองอย่างไรก็เป็นแบบนี้ ไม่มีใครแก้ได้
อริย์ธัชกล่าวต่อไปว่า ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือคนที่มีอำนาจและบทบาทในการแก้ปัญหา กลับกลายเป็นคนที่คุ้นชินกับมันมากที่สุด คุ้นชินกับสถานะที่มี กับการถูกยอมรับในเขตพื้นที่และการได้ดำรงตำแหน่งมานาน แต่ ส.ก. พรรคประชาชนมาลงสนามครั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาตามตรอกซอกซอย เพื่อคืนความปกติให้กับคนกรุงเทพ
ตอนนี้เหลือเวลาเพียงสองวันก่อนทุกคนจะได้ออกมาตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ แม้จะเป็นภารกิจที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ แม้ทุกคนจะเผลอปรับตัวและคุ้นชินกับปัญหาเหล่านั้นไปแล้ว แต่ตนก็อยากขอให้ทุกคนทบทวนอีกครั้ง ว่าทุกปัญหาที่ทุกคนเจอ สิ่งที่ดูคุ้นชิน น่าเบื่อและเหนื่อยหน่าย ยังสามารถถูกแก้ไขได้ และ ส.ก. ประชาชนจะเข้าไปทำหน้าที่นี้
[ เปลี่ยนสภา กทม. ให้โปร่งใส เลือก ส.ก. ประชาชนเข้าไปปกป้องภาษีประชาชน ]
ในส่วนของ ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย อดีต ส.ก.บางซื่อ พรรคประชาชน และผู้สมัคร ส.ก.เขตบางซื่อ พรรคประชาชน ระบุว่าตนคือคนหนึ่งที่เข้ามาทำการเมืองด้วยความแค้น แค้นว่าทำไมหลุมหน้าบ้านเราถึงไม่ซ่อมเสียที ว่าทำไมไฟที่ดับมาหลายปีไม่มีใครสนใจที่จะซ่อม กับทางเดินเท้าที่หายไปแล้วทำให้เราต้องลงไปเดินบนถนน เมื่อเข้ามาเป็นนักการเมืองก็รู้สึกว่าเราจะต้องแก้ไขสิ่งเหล่านี้ ตนและเพื่อน ส.ก. พรรคประชาชนพยายามแก้ไขปัญหาในเขตของเราไม่ว่าจะเล็กน้อยอย่างไร
และเมื่อทำไปเรื่อยๆ ก็เจอว่าปัญหาที่เราอยากแก้ก็มีปัญหาอีก ไฟที่ดับเมื่อเกิดการผลักดันให้ติดใหม่ไม่นานก็ดับอีก ถังขยะที่เพิ่งเปลี่ยนถังใหม่ก็แตกอีก เป็นการแก้ปัญหาซ้ำไปซ้ำมา และเมื่อได้เข้ามาทำงานสภา กทม. ก็ได้พบว่าปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจากการจัดซื้อจัดจ้างที่มีส่วนต่างและการทุจริตใน กทม. ที่ทำอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การตั้งโครงการ พิจารณางบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง การทอนส่วนต่าง แล้วที่เหลือถึงถูกนำมาพัฒนาเมือง
ภัทราภรณ์กล่าวต่อไปว่าใน 4 ปีที่ ส.ก.พรรคประชาชนต่อสู้กันมา ด้วย 11 เสียงจาก 50 เสียง หลายครั้งก็อดไม่ได้ที่จะท้อใจ แต่ทุกคนก็ยังสู้อย่างสุดใจและสุดตัวเสมอในทุกโครงการที่เราเจอความผิดปกติ เราอยากเห็นสภาในสมัยถัดไปเป็นสภาที่โปร่งใส ซึ่งเริ่มได้ง่ายๆ ด้วยการเปิดเผยมติว่า ส.ก. แต่ละคน ที่มีหน้าที่ชี้เป็นชี้ตายงบประมาณกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปีของ กทม. ลงมติอะไรบ้าง แล้วเราก็จะได้เห็นความอัปยศของสภา กทม.
อีกสิ่งหนึ่งที่เราพยายามต่อสู้เรียกร้องมาตลอดคือการไลฟ์สดและการเอาคนนอกเข้ามาร่วมพิจารณางบประมาณ กทม. ซึ่งสุดท้ายยังไม่ได้ หรือการตรวจสอบงบประมาณอย่างตรงไปตรงมา แต่ด้วย 11 เสียงจาก 50 เสียง แม้จะตรวจเจอแต่ก็ไม่สามารถตัดงบประมาณที่มีสวนต่างลงได้ กระทั่งโครงการที่ดีของผู้ว่า กทม. ก็ยังถูกปัดตกเพราะเสียงของเราน้อยเกินไป
ภัทราภรณ์กล่าวต่อไปว่ารอบนี้สภา กทม. ที่เราอยากเห็น จึงเป็นสภา กทม. ที่มี ส.ก. พรรคประชาชนเป็นเสียงส่วนใหญ่ ถ้าเจองบประมาณที่ส่อทุจริตก็สามารถตัดได้ ถ้าเจอโครงการที่ดีของผู้ว่าคนถัดไปก็จะสนับสนุนได้ และถ้าจะฝันไปให้ไกลมากกว่านั้นอีก เราฝันอยากจะมีผู้ว่าที่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริตในระบบราชการ และในการจัดซื้อจัดจ้างที่อยู่ในอำนาจของผู้ว่าเอง
“อนาคตใหม่ ก้าวไกล และพรรคประชาชนเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชนมาโดยตลอด ด้วยคำครหาที่ถูกบอกมาเสมอว่าประเทศไทยไม่สามารถดีกว่านี้ได้ 28 มิถุนายนนี้เข้าไปกา ส.ก. พรรคประชาชนทุกคนทุกเขต ให้เราเป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภา กทม. แล้วเราจะทำให้เห็นว่าสภาที่มีการเมืองที่โปร่งใสไร้การทุจริตนั้นเป็นไปได้” ภัทราภรณ์กล่าว
[ ปลดล็อกงบแสนล้านขับเคลื่อนวาระเมือง เลือก ส.ก. ประชาชนให้เกินครึ่งสภา ]
ทางด้าน ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ระบุว่า 80-90% ของปัญหาที่ถูกส่งมายัง สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชนทั้ง 33 คน ส่วนใหญ่แล้วเป็นปัญหาใกล้ตัวหน้าบ้าน ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทอำนาจหน้าที่ของ กทม. โดยตรง หรือ กทม. สามารถเป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการได้ บทบาทของ ส.ก. จึงมีความสำคัญมาก ในบางเขตถ้ามี ส.ก. ที่พูดภาษาเดียวกัน มีมุมมองเหมือนกัน ก็อาจทำงานด้วยกันอย่างราบรื่นได้ แต่ถ้าบางเขตมี ส.ก. ที่อาจไม่ได้มองภาพกรุงเทพฯ ไปในทิศทางเดียวกัน การประสานแก้ไขปัญหาก็ยากขึ้น ขณะเดียวกันเสียงของ สส. ก็อาจไปไม่ถึงผู้บริหาร กทม.
หลายคนถามตนว่าทำไมพรรคประชาชนได้ สส. 33 คนแล้วกรุงเทพถึงยังเปลี่ยนได้ไม่มากพอหรือไม่ดีพอ นั่นเป็นเพราะ สส. คือฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่มีงบประมาณภายใต้กำกับที่ใช้ได้แม้แต่บาทเดียว งบประมาณที่ กทม. มีประกอบด้วย 90,000 ล้านบาทที่สภา กทม. อนุมัติ และอีก 30,000 ล้านบาท ที่เป็นคำของบประมาณของ กทม. เข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร แต่ สส. ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงการจัดสรรหรือเสนอแนะว่าควรจัดสรรแบบไหนอย่างไรให้ความเหมาะสมได้
ศุภณัฐกล่าวต่อไปว่า สส. ไม่มีอำนาจโดยตรงในการไปสั่ง กทม. ทำได้เพียงแค่การประสาน และถ้าโชคดี กทม. ดำเนินการก็จะได้ทำ ในขณะที่ สส. ได้แต่สะท้อน แต่คนที่เป็น ส.ก. ในสภา กทม. สามารถสะท้อนสิ่งเหล่านี้โดยตรงกับผู้ว่าได้ ส.ก. จึงสามารถผลักดันบางเรื่องให้กับชาวกรุงเทพได้ แต่สิ่งที่เราอยากมองไกลมากกว่านั้น คือเราอยากได้ ส.ก. ผู้ว่า และคนที่จะเข้าไปบริหารเมืองที่คิดถึงวาระของเมือง ไม่ใช่พูดถึงการแก้ไขปัญหาหน้าบ้านไม่กี่จุด
ศุภณัฐกล่าวต่อไปว่าตนอยากให้ทุกคนลองถามกับตัวเองว่าทุกวันนี้วาระของเมืองกรุงเทพฯ คืออะไร การเพิ่มพื้นที่สีเขียวไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้ แต่ต้องมีวาระว่าจะเพิ่มพื้นที่เป็นกี่ตารางเมตรต่อประชากรกี่คน มันคือการเอาจริงกับการทุจริต การเอาจริงกับการจัดการฝนทั้งระบบ
การจะมีวาระของเมืองได้ต้องอาศัย ส.ก. ที่มองไกลมากกว่าปัญหาแค่หน้าบ้านของตัวเอง ว่าอีก 4 ปีข้างหน้าเราต้องการอะไรกับเมืองแห่งนี้ วันนี้เราขาดวาระของเมือง กรุงเทพฯ คือที่สุดของเมืองไทยแทบทุกอย่าง มีงบประมาณของตัวเองบวกกับเงินอุดหนุน รวมกันเป็น 120,000 ล้านบาทต่อปี กรุงเทพฯ มีโอกาสเพราะมีทรัพยากรเยอะ มีข้าราชการในกำกับดูแล 80,000 คน เพราะฉะนั้นเราต้องใช้ทรัพยากรของ กทม. เพื่อผลักดันกรุงเทพฯ ให้สมกับคำว่ามหานครเสียที
ศุภณัฐกล่าวต่อไปว่าตนขอฝากทุกท่านจริงๆ พาเพื่อน ส.ก. ของเราเปิดประตูให้พรรคประชาชน ที่ผ่านมา ส.ก. พรรคประชาชนมีแค่ 11 คน แค่หนึ่งในสี่ของสภา กทม. วันนี้คนกรุงเทพฯ พิสูจน์แล้วว่าสามารถขน สส. ทั้งกรุงเทพฯ ได้ แล้วทำไมวันนี้เราจะขน ส.ก. ทั้งกรุงเทพฯ ไม่ได้ ขอเพียง ส.ก. เกินครึ่ง ข้อบัญญัติต่างๆ การผลักดันงบประมาณที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นจริงได้








