วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายภาณุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร และรองศาสตราจารย์ธนพร ศรียากูล ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ร่วมกันแถลงผลการประชุมพิจารณาแนวทางการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2566
โดยนางสาวกุลวลีระบุว่า ทางกรรมาธิการได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลุ่มนักอนุรักษ์ และชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบมาให้ข้อมูล ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเดินทางมาชี้แจงด้วยตนเอง ทำให้สามารถคลายความกังวลในหลายประเด็น โดยเฉพาะการตั้งคณะกรรมการพิสูจน์สิทธิ์รายแปลงที่ได้ดำเนินการแต่งตั้งแล้วเมื่อวานนี้ ซึ่งตนได้เสนอให้เพิ่มสัดส่วนกรรมาธิการการที่ดินเข้าไป 1 คน คือนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เพื่อร่วมตรวจสอบประเด็นความผิดปกติ เช่น กรณี สปก. บวม หากพบว่าทำถูกต้องชาวบ้านก็ได้สิทธิ์ไป แต่หากผิดต้องดำเนินคดีและเอาคืนพื้นที่ทันที
นอกจากนี้กรรมาธิการยังมีข้อเสนอไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ให้ทบทวนการปรับเปลี่ยนมติ ครม. จากการมอบพื้นที่ให้ สปก. เป็นการให้ คทช. บริหารจัดการแทนเพื่อเพิ่มความโปร่งใส พร้อมย้ำว่า "ทับลานโมเดล" เป็นกรณีเฉพาะเหมือนผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 4 ที่ต้องใช้ยารักษาเฉพาะทาง จะไม่นำไปใช้เป็นมาตรฐานกับพื้นที่อื่นที่มีบริบทต่างกันแน่นอน
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าว “วันนี้เรามาสร้างประวัติศาสตร์ร่วมกันในการแก้ไขปัญหาที่สะสมมานาน ผมได้เปิดใจเคลียร์ทุกประเด็นต่อที่ประชุมเพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจว่า เราจะพิสูจน์สิทธิ์ในกลุ่มประชาชนที่อยู่อาศัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนกลุ่มนายทุนหรือกรณี สปก. บวม ที่ไม่ถูกต้อง เราจะใช้กฎหมายของกรมอุทยานฯ มาตรา 64 หรือกลไกของ คทช. เข้ามาควบคุมดูแล ซึ่งรายชื่อคณะกรรมการพิจารณารายแปลงที่ผมเซ็นแต่งตั้งไปเมื่อวานนี้ มีทั้งคุณชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร และคุณเทวินทร์ มีทรัพย์ ซึ่งเป็นมือปราบสมัยอยู่ทับลานร่วมอยู่ด้วย จึงมั่นใจได้ว่าไม่มีอะไรลอดสายตาและไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนแน่นอน เพราะท่านนายกฯ ได้กำชับไว้เพียงเรื่องเดียวคือต้องให้ความธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งภาคอนุรักษ์และภาคประชาชน โดยในวันอาทิตย์นี้ผมจะลงพื้นที่จริงเพื่อติดตามความคืบหน้าด้วยตัวเอง“
ด้านนายภาณุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร แสดงความขอบคุณกรรมาธิการที่เปิดเวทีแลกเปลี่ยนข้อกังวล โดยระบุว่าแม้จะเข้าใจความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่ที่มีอยู่จริง แต่ต้องให้ความสำคัญกับการรักษาผืนป่ามรดกโลกและที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายากด้วย ซึ่งในที่ประชุมมีความชัดเจนแล้วว่าโมเดลการแก้ปัญหาของทับลานจะใช้เฉพาะที่นี่ที่เดียว เนื่องจากบริบทปัญหาที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น โดยพื้นที่ป่าอนุรักษ์อื่นๆ ทั่วประเทศจะยังคงใช้มาตรการทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ มาตรา 64 หรือพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า มาตรา 121 ในการแก้ไขปัญหาที่ทำกินของราษฎรตามปกติ
ขณะที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เปิดเผยว่าตนรู้สึกคลายกังวลหลังจากรัฐมนตรีสุชาติและประธานกรรมาธิการยืนยันชัดเจนว่าจะไม่นำโมเดลทับลานไปใช้กับพื้นที่อื่น พร้อมยืนยันว่าราษฎรตัวจริงที่อยู่มาดั้งเดิมและไม่เคยเปลี่ยนมือที่ดินจะได้รับสิทธิ์ครอบครองทำกินแน่นอน ทั้งนี้ยอมรับข้อผิดพลาดในอดีตที่กรมอุทยานฯ เคยขีดเขตทับพื้นที่ สปก. ที่ประกาศปี 2521 ใน 3 กลุ่มพื้นที่ รวมประมาณ 50,000 กว่าไร่ ซึ่งส่วนนี้เป็นสิทธิ์ของชาวบ้านอยู่แล้ว แต่ในพื้นที่ส่วนที่สองต้องผ่านการพิสูจน์สิทธิ์เป็นรายๆ ไป นอกจากนี้ได้ฝากให้พิจารณาช่วยเหลือกลุ่มชาวบ้านดั้งเดิม 23 ราย จากทั้งหมด 552 คดี ที่ถูกจับกุมฐานเปลี่ยนอาชีพแต่ยังเป็นคนเดิมในพื้นที่ เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมผ่านมติ ครม. เฉพาะกลุ่ม
รองศาสตราจารย์ธนพร ศรียากูล ให้ข้อมูลเสริมถึงการนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการกระจายตัวของสัตว์ป่ามาประกอบการพิจารณา เพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกันระหว่างกระทรวงฯ และกรรมาธิการ พร้อมกล่าวชื่นชมความกล้าหาญของนายกอนุทินที่ผลักดันการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างจริงจังในครั้งนี้ จนนำไปสู่แนวทางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้








