“รมต.ประจำสำนักนายกฯ” กางข้อกฎหมายโต้กลางสภาฯ แจงปมไทม์ไลน์โอนงบประมาณปี 69 ล่าช้าและได้ตัวเลขต่ำกว่าเป้า 10,300 ล้านบาท เหตุติดล็อกเงื่อนไขรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.เงินคงคลัง เผยผลพลอยได้ทำหน่วยงานรัฐเร่งเบิกจ่ายเงินหมุนเวียนเข้าระบบ ยันงบบูรณาการน้ำ-กรมโยธาฯ ตัวโครงการยังอยู่ครบ แต่ขยับไปใช้เงินปีถัดไป เตรียมระดมงบกลางสู้ภัยธรรมชาติเอลนีโญในอีก 3 เดือนข้างหน้า
วันที่ 25 มิ.ย.2569 เวลา 12.05 น. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ถึงสาเหตุที่รัฐบาลออกร่างกฎหมายโอนงบประมาณล่าช้ามาถึงเดือนมิถุนายน และดึงงบกลับมาได้เพียง 10,300 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ ว่าสาเหตุเรื่องไทม์ไลน์เป็นเพราะมีข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 140 และ พ.ร.บ.เงินคงคลัง มาตรา 7 กำหนดเงื่อนไขไว้ เนื่องจากในปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลได้นำเงินคงคลังไปใช้สำรองจ่ายก่อนจำนวน 71,000 ล้านบาท (เช่น งบเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ) ซึ่งกฎหมายบังคับว่าเมื่อนำไปใช้แล้วต้องตั้งงบประมาณคืนผ่าน 3 ช่องทาง คือ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี, งบประมาณเพิ่มเติมระหว่างปี หรือ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ทำให้ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา รัฐบาลยังไม่สามารถทำเรื่องโอนงบประมาณได้ เนื่องจากต้องรอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบกรอบการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เสียก่อน มิฉะนั้นหากทำเรื่องโอนงบตั้งแต่วันนั้น เงินจำนวน 71,000 ล้านบาทจะต้องถูกตัดไปชดใช้คืนเงินคงคลังทั้งหมดทันที
ส่วนประเด็นที่โอนงบประมาณกลับมาได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้นั้น นายภราดร ชี้แจงว่า ทันทีที่รัฐบาลประกาศนโยบายเรื่องการโอนงบประมาณออดิตออกไป ส่งผลให้หน่วยงานรับงบประมาณต่าง ๆ เกิดความตื่นตัวและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 (มีนาคม - พฤษภาคม) กันอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
"ข้อดีของมันก็ยังมี อย่างน้อยหน่วยงานรับงบประมาณต่าง ๆ ได้เร่งรัดเบิกจ่ายเพื่อนำเงินไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ถือเป็นผลพลอยได้ที่ดีอีกทางหนึ่ง" นายภราดร กล่าว
สำหรับข้อสงสัยที่ว่าเหตุใดรัฐบาลจึงตัดงบสำคัญอย่าง งบบูรณาการน้ำ หรือ งบกรมโยธาธิการและผังเมือง ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมระยะยาว รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงว่า รัฐบาลมีเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจน นอกเหนือจากการตัดงบสัมมนาและดูงานต่างประเทศที่ฟุ่มเฟือยแล้ว ในส่วนของงบลงทุนปีเดียวและงบลงทุนผูกพัน รัฐบาลจะเลือกตัดเฉพาะโครงการที่ "ยังไม่สามารถประกวดราคา (ประมูล) ได้" เท่านั้น
“ขอยืนยันว่า ตัวโครงการไม่ได้ถูกยกเลิกหรือหายไปไหน ประชาชนยังได้โครงการเดิม เพียงแต่เป็นการปรับลดตัวเลขในงบปี 2569 แล้วยกยอดไปใช้เงินผูกพันในปีงบประมาณถัดไปแทน ซึ่งรวมถึงโครงการ Skill Credit Portfolio ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ก็ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันนี้”นายภราดร กล่าว
นอกจากนี้ ยังได้ชี้แจงกรณีที่ไม่สามารถโอนงบขององค์กรอิสระและศาลได้ เนื่องจากติดล็อกรัฐธรรมนูญ มาตรา 141 วรรคสอง ประกอบกับข้อสังเกตของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 12) ที่ระบุว่า เมื่องบประมาณถูกจัดสรรไปให้หน่วยงานเหล่านี้แล้ว จะถือเป็นเงินอุดหนุนที่เป็นรายได้ของหน่วยงาน ไม่สามารถดึงกลับคืนมาได้ ต่างจากงบของรัฐสภาที่ยังไม่ได้จัดสรร จึงสามารถโอนกลับมาได้ตามขั้นตอน
นายภราดร กล่าวว่า เมื่องบประมาณจำนวน 10,300 ล้านบาทนี้ได้รับการโอนตามกฎหมายแล้ว จะนำไปสมทบไว้ในส่วน "เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น" ของงบกลาง ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลยังมีภารกิจจำเป็นที่ไม่ได้ตั้งงบปี 2569 รองรับไว้ เช่น ภาระหนี้รถไฟฟ้าสายสีส้มที่ยังเหลืออยู่อีกราว 9,000 ล้านบาท ซึ่งกำลังพิจารณาความจำเป็นในการใช้งบกลางเยียวยา
นอกจากนี้ ในอีก 3 เดือนข้างหน้า มีการคาดการณ์ว่าจะเกิดภัยธรรมชาติจากปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" (El Niño) ซึ่งจะทำให้ฝนขาดช่วงและเกิดภัยแล้ง รัฐบาลจึงต้องเตรียมความพร้อม โดยจะนำเงินที่ได้จากการโอนงบ 10,300 ล้านบาทนี้ ไปสมทบกับงบกลางที่มีอยู่เดิม รวมเป็นวงเงินกว่า 30,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นกระสุนนัดสำคัญในการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก่ประชาชนต่อไป








