วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่ห้องแถลงข่าว อาคารรัฐสภา นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงข่าวภายหลังถูกปิดกั้นการอภิปรายในสภา โดยระบุว่าตนเองเพิ่งเคยเจอ "สภาเผด็จการ" ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก ซึ่งพยายามปิดปากไม่ให้พูดถึงโครงการ TH-AI Passport ทั้งที่เป็นเรื่องภาษีและผลประโยชน์ของประชาชน
โดยนายแพทย์วรงค์ยืนยันว่าโครงการดังกล่าวมีลักษณะเอื้อประโยชน์และล็อกสเปกให้กับบริษัทเอกชนอย่างชัดเจน จากการตรวจสอบเอกสาร TOR จำนวน 33 หน้า รวม 17 หัวข้อ พบว่าในหัวข้อที่ 4 เกี่ยวกับขอบเขตการดำเนินงาน ได้กำหนดสภาพบังคับว่าต้องมีการติดตั้งจอโฆษณาดิจิทัล "อย่างน้อย" ตามแหล่งธุรกิจในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด 400 จุด จอในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 1,500 สาขา และไม่น้อยกว่า 6,000 จุด รวมถึงจอในและนอกห้างสรรพสินค้ามากกว่า 200 จุด ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ถูกผูกโยงไปสู่หัวข้อที่ 8 เรื่องการส่งมอบงานเพื่อรับเงินที่แบ่งเป็น 5 งวด งวดละ 20% หรือตกงวดละประมาณ 324 ล้านบาท หากไม่ดำเนินการเรื่องจอตามที่กำหนดก็จะไม่สามารถรับเงินได้
นายแพทย์วรงค์เปิดเผยหลักฐานสำคัญจากเว็บไซต์ของบริษัท แพลน บี (Plan B) ที่ระบุข้อมูลสอดคล้องกับข้อกำหนดใน TOR โดยพบว่าปัจจุบันร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ทั่วประเทศมี 15,945 สาขา แต่มีเพียง 2,000 สาขาที่มีจอโฆษณาสมบูรณ์ รวมจำนวน 14,009 จอ ซึ่งทั้งหมดบริหารจัดการโดยบริษัท แพลน บี เพียงรายเดียว
ในขณะที่ร้านสะดวกซื้ออื่น ๆ ไม่มีรายงานตัวเลขจอที่ชัดเจน จึงตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการออกเงื่อนไขเพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชนรายนี้ที่มีศักยภาพตรงตามสเปกเพียงรายเดียวเท่านั้น แม้ภายหลังจะมีการอ้างว่าใช้สัญญาแบบ Pay per use หรือไม่ต้องโฆษณาผ่าน 6,000 จอก็ตาม แต่ตนมองว่าไม่สามารถแก้ไขความโปร่งใสได้เพราะกระบวนการล็อกสเปกได้เกิดขึ้นและสำเร็จไปแล้วตั้งแต่ต้น
"ผมถือว่าเราเพิ่งจะเจอสภาเผด็จการที่มาจากการเลือกตั้งจริงๆ ในอดีตผมเคยถูกปิดปากหลายครั้งในการพิจารณางบประมาณซึ่งเป็นภาษีของประชาชน แต่รอบนี้แค่ขยับได้สักส่วนหนึ่งก็พยายามปิดกั้น และไม่ยอมให้อธิบายในสภา ผมเลยจะขออนุญาตมาสรุปประเด็น เพื่อเท้าความพร้อมหลักฐานให้สื่อมวลชนได้เห็นว่า โครงการ TH-AI Passport คือโครงการที่เอื้อประโยชน์ ล็อกสเปกให้กับบริษัทเอกชน ซึ่งผมอยากให้ย้อนดูโครงการจำนำข้าวที่ผมเคยอภิปรายเตือนรัฐบาลแล้ว แต่นายกฯ หญิงท่านหนึ่งปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง สุดท้ายศาลเชื่อคำอภิปรายในสภาและตัดสินว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต วันนี้ผมถูกปิดปากแต่มาพูดข้างล่างแล้ว (ห้องแถลง) รัฐมนตรีดีอีจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ ถ้ายังเดินหน้าต่อท่านก็จะต้องถูกข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและไม่ชอบเช่นกัน"
นายแพทย์วรงค์กล่าวเพิ่มเติมว่า จากนี้ขอแจ้งนัดหมายสื่อมวลชน โดยตนจะนำหลักฐานทั้งหมดไปยื่นต่อ ปปช. ในวันพรุ่งนี้ เวลา 10.30 น. เพื่อตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการนี้ต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อมูลที่จะนำไปยื่นต่อ ปปช. เป็นการขอเพิ่มเติมจากข้อมูลที่ สส.ท่านอื่นเคยติดตามมาก่อนหรือไม่ นายแพทย์วรงค์ชี้แจงว่า ข้อมูลที่ทีมงานสืบค้นจาก TOR และหลักฐานบนเว็บไซต์ของบริษัท แพลนบี นั้นมีความชัดเจนและเพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นถึงการล็อกสเปกเพื่อเอื้อประโยชน์
เมื่อถามว่า พฤติกรรมที่เรียกว่า "เผด็จการรัฐสภา" ในมุมมองของท่านเป็นอย่างไร นายแพทย์วรงค์กล่าวว่าปกติพื้นที่สภาต้องเปิดให้อธิบายเรื่องเงินภาษีประชาชนไม่ว่าวาระใด โดยเฉพาะงบประมาณกองทุนที่รัฐบาลอ้างความโปร่งใสมาตลอด แต่ครั้งนี้ประธานสภาและฝ่ายรัฐบาลกลับปิดปากไม่ให้พูดทั้งที่มีหลักฐานสำคัญ และตนไม่อยากเห็นรัฐมนตรีต้องติดคุกซ้ำรอยอดีต








