วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา แถลงข่าวถึงความชัดเจนในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยระบุว่าตนได้ทำหนังสือด่วนเรียนถึงประธานวุฒิสภา เนื่องจากประชาชนได้ออกเสียงประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พร้อมกับการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั่วไป
ซึ่งผลปรากฏว่ามีประชาชนจำนวนประมาณ 21.1 ล้านคน ถึง 21.6 ล้านคน ได้ลงประชามติเห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนทั้งประเทศ และในที่ประชุมร่วมรัฐสภาสมัยแถลงนโยบาย ทุกพรรคการเมืองต่างยอมรับว่าเป็นเสียงข้างมากของการลงประชามติที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศไทย ขณะนี้พรรคการเมืองต่าง ๆ ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขตามผลประชามติ และมีการกำหนดกรอบเวลาคร่าว ๆ ว่าจะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงวันที่ 7-9 กรกฎาคมนี้
นายเปรมศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อวันพุธที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเป็นการประชุมร่วมกันของรัฐสภาที่ประกอบด้วยวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ตนในฐานะสมาชิกวุฒิสภาและเป็นผู้ยื่นญัตติให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว เห็นว่าวุฒิสมาชิกทั้ง 200 ท่าน เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงควรมีท่าทีที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่น
ตนจึงได้ยื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภาเพื่อให้หยิบยกเรื่องนี้มาปรึกษาหารือในที่ประชุมวุฒิสภาหรือที่ประชุมวิปวุฒิ ก่อนที่จะปิดสมัยประชุม ซึ่งในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของสมัยประชุมวันที่ 7-9 กรกฎาคมนี้ ยังถือว่าทันต่อเหตุการณ์ ไม่ควรนิ่งเฉยให้ประชาชนมองท่าทีของวุฒิสภาด้วยความสับสน เพราะปัจจุบันสภาผู้แทนราษฎรมีท่าทีสอดคล้องกับมติมหาชนแล้ว เหลือเพียงวุฒิสภาที่ยังมีความเห็นเพียงเฉพาะบุคคล แต่ในนามองค์กรถือว่ามีความสำคัญยิ่งเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญลุล่วงไปได้
“การที่เราไม่มีท่าทีใดๆ จะถูกมองในความเสื่อมศรัทธาได้ เนื่องจากประชาชนถึง 21.6 ล้านคน เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และสภาผู้แทนราษฎรก็มีท่าทีที่สอดคล้องกับมติมหาชนแล้ว เหลือเพียงวุฒิสภาซึ่งยังไม่มีท่าที ยังเป็นความเห็นของแต่ละบุคคลเท่านั้นเอง แต่ในนามองค์กรผมคิดว่ามีความสำคัญ เพราะรัฐสภาประกอบไปด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จึงควรมีความชัดเจนตรงนี้ออกมา การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงจะสามารถลุล่วงไปได้ต่อจากนี้”
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของการจัดตั้ง สสร. หลังจากติดตามความเคลื่อนไหวและรับฟังความเห็นต่าง ๆ มาแล้ว มีความคิดเห็นอย่างไร นายเปรมศักดิ์ชี้แจงว่า จากที่ตนได้ยื่นให้วินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ได้ แต่ต้องไม่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง แม้ในฐานะผู้ยื่นตนจะรู้สึกผิดหวังเพราะมองว่า สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจะตอบโจทย์การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ดีกว่า แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้วก็ต้องเคารพ เพราะคำวินิจฉัยนั้นผูกพันทุกองค์กร ตนเห็นว่าไม่ควรติดใจเรื่องที่มาของประชาชนโดยตรงหรือไม่ แต่ควรดูภาพรวมกระบวนการที่เชื่อมโยงกับประชาชน เช่น การมีกรรมาธิการยกร่าง หรือกรรมาธิการฟังเสียงประชามติในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้เช่นกัน








