วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน รับหนังสือร้องเรียนจากนายดิษเดช หิรัญจิรคุณ ผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องประโยชน์ผู้ถือหุ้นรายย่อยในตลาดทุนไทย และผู้ประสานงานกลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อย VCP เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บมจ.บางจาก (BCP) เข้าซื้อโครงการคลังน้ำมันที่จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งอาจเป็นการซื้อในราคาที่แพงเกินจริงและมีลักษณะพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางทุจริต
นายดิษเดชระบุว่าทางเครือข่ายมีความกังวลต่อกระแสข่าวกลุ่มทุนเทาที่เข้ามามีบทบาทในตลาดหลักทรัพย์ฯ และต้องการให้ตรวจสอบการทำธุรกรรมซื้อขายคลังน้ำมันดังกล่าวที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2565 ในราคา 9,000 ล้านบาท ทั้งที่ข้อมูลเบื้องต้นพบว่าในปี 2553 เคยมีการเสนอขายคลังน้ำมันนี้เพียง 3,000 ล้านบาท แต่ในขณะนั้นถูกปฏิเสธเพราะมองว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน แต่ที่น่าสงสัยคือหลังจากซื้อขายเสร็จเพียง 3 เดือน มูลค่าทางบัญชีกลับลดลงเหลือเพียง 6,550 ล้านบาท หรือหายไปกว่า 2,450 ล้านบาท จนนำมาสู่การตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและประโยชน์ส่วนต่างจากการซื้อขายครั้งนี้
"ให้ตรวจสอบว่าเป็นการไซฟ่อนเงินของผู้ถือหุ้นออกจาก BCP และ BCPG อันเข้าลักษณะองค์กรอาชญากรรมที่มีผู้ร่วมวางแผนกันแบ่งงานหน้าที่กันทำเพื่อให้เกิดประโยชน์ส่วนต่างจากการซื้อขายหรือไม่ รวมถึงให้ตรวจสอบกรณีทุนข้ามชาติทุกกลุ่มที่อาศัยกลไกการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อเข้ามาซื้อหุ้น BCP ว่าเป็นการนำเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาลงทุนหรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลความเสียหายต่อบริษัทและกระทบต่อตลาดทุนไทยในภาพรวม" นายดิษเดช กล่าว
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช กล่าวขอบคุณทางเครือข่ายที่นำเรื่องนี้มาร้องเรียน ซึ่งประเด็นการซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรีมีการอภิปรายในรัฐสภาหลายครั้งเนื่องจากมีข้อพิรุธและตัวละครที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก พฤติกรรมเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และบรรยากาศการลงทุน โดยเฉพาะกับบริษัทที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ
จากการสืบสวนเพิ่มเติมของพรรคประชาธิปัตย์พบความไม่ปกติในขั้นตอนการตัดสินใจของบอร์ด BCPG โดยพบว่ามีการลงมติรับรองการซื้อกิจการบริษัท เอเชีย ลิงก์ เทอร์มินัล (Asia Link Terminal) เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 แต่จากการตรวจสอบพบว่าบริษัทเป้าหมายเพิ่งมีการจดทะเบียนจัดตั้งในวันที่ 16 ธันวาคม 2565 หรือหลังจากมีมติซื้อถึง 1 เดือน ทำให้ในช่วงที่มีการตัดสินใจ บอร์ดไม่มีข้อมูลกำไรขาดทุนหรือข้อมูลทรัพย์สินสุทธิ (Tangible Asset) มาพิจารณาความเหมาะสมของราคาเลย นอกจากนี้เมื่อพิจารณางบการเงินล่าสุดพบว่ารายได้หลักของเอเชีย ลิงก์ เทอร์มินัล กว่า 680 ล้านบาท จากทั้งหมด 904 ล้านบาท มาจากการที่บางจากเป็นผู้เช่าคลังเอง จึงเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลทางธุรกิจที่จะต้องจ่ายราคาสูงถึง 9,000 ล้านบาท เพื่อซื้อกิจการที่สร้างรายได้มาจากตนเองเป็นหลัก
"เชื่อหรือไม่ว่าบริษัทที่เขาจะไปซื้อคือ Asia Link มีการจดทะเบียนเกิดขึ้นจริง ๆ คือหนึ่งเดือนหลังจากนั้น พูดง่าย ๆ คือคณะกรรมการมีมติที่จะเข้าไปซื้อหุ้นบริษัทก่อนที่บริษัทเป้าหมายจะมีการจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นมาด้วยซ้ำไป ซึ่งตรงนี้มันก็สะท้อนให้เห็นว่ามีความไม่ปกติ และ ณ วันที่มีมติจะเข้าซื้อในราคาเก้าพันล้าน ก็ยังไม่มีข้อมูลในเรื่องของราคาหรือทรัพย์สินสุทธิของบริษัทเลย คือไม่มีข้อมูลทางการเงินใด ๆ ในมือเลยให้พิจารณาตัดสินใจ" นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์กล่าวถึงแนวทางดำเนินการต่อจากนี้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ทำงานเชิงลึกและพบว่าตัวละครในเรื่องนี้มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มฟอกเงินข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่ม "เบน สมิธ" ซึ่งปัจจุบันหุ้นบางส่วนใน BCP และ BCPG ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้ได้ถูก ปปง. อายัดไว้แล้ว และการซื้อคลังน้ำมันครั้งนี้ยังเป็นการซื้อต่อจาก "เสี่ยตือ" ซึ่งเป็นบุคคลที่มีประเด็นทางสังคมอยู่มาก นายกรณ์ระบุว่าประธานและกรรมการที่ร่วมลงมติล้วนเป็นบุคคลที่สังคมคาดหวังว่าควรมีความรอบคอบและรู้กฎหมายดี แต่กลับปล่อยให้เกิดธุรกรรมที่น่าสงสัยนี้ขึ้น โดยหลังจากนี้จะนำเรื่องเข้าสู่กรรมาธิการการเงินการคลัง ซึ่งจะมีตัวแทนจาก กลต., ปปง. และ ปปช. เข้าร่วมประชุม พร้อมทั้งจะประสานงานกับประธานกรรมาธิการ ปปง. เพื่อติดตามเส้นทางการเงินอย่างใกล้ชิด เนื่องจากคาดว่าดีเอสไอ (DSI) อาจจะมีมติรับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษในเร็ว ๆ นี้
"ถ้า DSI รับเรื่อง และ ปปง. เข้ามาพิจารณาคดีนี้ด้วย หัวใจสำคัญคือการติดตามเส้นทางของเงิน เพราะหัวใจมันอยู่ที่ว่าเก้าพันล้านบาทที่จ่ายไป สุดท้ายแล้วไปเข้ากระเป๋าใครบ้าง ซึ่งตรงนี้อาจจะเป็นคำตอบที่ทำให้เราได้เห็นว่ามีใครมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน" นายกรณ์ กล่าว








