ทัพเรือ อัพเดท เขื่อนดักตะกอนเขมร เกาะกง ยอมรับ กัมพูชา ขุดรื้อทำลายบางส่วนทิ้ง เมื่อหลังการสู้รบนั้น ขุดตื้นเกินไป ทำน้ำทะเลท่วมไม่เกินขอบ น้ำทะเลไม่พัดพาตะกอนเข้าฝั่งไทยแต่จะมีเฉพาะช่วงน้ำท่วม เกินขอบ2.6 เมตร เท่านั้น ที่กระแสน้ำทะเล-ตะกอนทราย จะพัดเข้าฝั่งไทย พร้อมเผยภาพยัน ไม่ใช่ “อนุสรณ์แห่งความอัปยศ ของทร.ไทย” ที่ปล่อยให้เขมรสร้างได้แต่ ทหารเรือ ประท้วง จนกัมพูชา หยุดก่อสร้าง ต่อจนที่สุด ยอมรื้อทำลายบางส่วนทิ้ง
วันที่ 17 มิ.ย.69 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธุ์ โฆษกกองทัพเรือ รายงานสภาพเขื่อนดักตะกอน บริเวณชายแดนทางทะเลไทย–กัมพูชา ที่กัมพูชา สร้างขึ้นที่เกาะกง ในพื้นที่ ติดกับ จ.ตราด ว่า จากการตรวจสอบ เมื่อ 4 มิถุนายน 2569 ข้อมูลระดับน้ำประจำวัน พบว่า น้ำขึ้นสูงสุดประจำวัน : เวลา 00.00–01.00 น. ระดับน้ำ 0.5 เมตร และ น้ำลงต่ำสุดประจำวัน : เวลา 11.00–12.00 น. ระดับน้ำ -1.2 เมตร
ผลการตรวจสอบสภาพเขื่อน :จากการตรวจสอบพบว่า ระดับน้ำทะเลที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้กระแสน้ำไม่สามารถไหลผ่านแนวเขื่อนได้ โดยสภาพสันดอนบริเวณผิวหน้าของเขื่อนยังคงเดิม ไม่พบการเปลี่ยนแปลงจากการตรวจสอบครั้งก่อน
สำหรับบริเวณขอบด้านข้างของเขื่อน แม้จะได้รับผลกระทบจากคลื่นลมที่มีกำลังค่อนข้างแรง แต่ยังคงมีสภาพมั่นคง ไม่พบความเสียหายหรือการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ เนื่องจากมีแนวก้อนหินขนาดใหญ่ ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างป้องกันและลดแรงกระแทกของคลื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยเมื่อ น้ำจะท่วมช่วงเขื่อน ที่ขุดทิ้ง จังหวะน้ำขึ้น น้ำจะสามารถไหลผ่านได้ แต่ไม่ตลอดเวลา สรุปคือ ฝ่ายกัมพูชา ขุดทำลายทิ้งตื้นเกินไป น้ำต้องท่วมเกิน 2.6 เมตร จึงจะท่วมเขื่อน กระแสน้ำ และตะกอน จะพัดพามาได้
ส่วน กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ กล่าวหาว่ากองทัพเรือปล่อยปละละเลยให้มีการก่อสร้างเขื่อนดักตะกอนบริเวณชายแดนทางทะเลไทย–กัมพูชา และไม่มีการดำเนินการใด ๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศนั้น โฆษก ทร. ขอเรียนว่า ข้อความดังกล่าวเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน และอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
ข้อเท็จจริงคือ โครงสร้างดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากพื้นที่ชายฝั่งที่เชื่อมต่อกับกิจการเอกชนของฝ่ายกัมพูชา และอยู่ในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการอ้างสิทธิทางทะเลระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและกลไกระหว่างประเทศ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หน่วยงานของไทยรวมทั้งกองทัพเรือได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่ต้นและได้ดำเนินการประท้วงและคัดค้ายการกระทำดังกล่างผ่านทุกกลไกที่มีอย่างต่อเนื่อง จนเจ้าของกิจการต้องหยุดการก่อสร้าง จนไม่สามารถดำเนินการต่อจนเสร็จได้ตามแผนเดิม
ดังนั้น การนำภาพโครงสร้างดังกล่าวมาอ้างว่าเป็นหลักฐานว่ากองทัพเรือเพิกเฉยหรือละเลยต่อหน้าที่ จึงไม่เป็นความจริง เพราะสภาพที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงผลของการดำเนินการคัดค้านของกองทัพเรือที่สามารถหยุดยั้งการก่อสร้างเพิ่มเติมได้ มิใช่ผลจากการนิ่งเฉยหรือไม่ดำเนินการแต่อย่างใด








