ประชาธิปัตย์ขยับ! ส่ง "กรณ์ จาติกวณิช" ยื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญ คัดค้าน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โต้คำชี้แจง ครม. ฟังไม่ขึ้น ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจยังโต-ภาษีเก็บเกินเป้า ไม่เข้าเกณฑ์ "วิกฤตความมั่นคง" ตามมาตรา 172 เตือนหากปล่อยผ่านจะกลายเป็นช่องโหว่ให้รัฐบาลชุดต่อไปกู้เงินตามอำเภอใจ จนทำลายวินัยการเงินการคลังของประเทศ
วันที่ 17 มิ.ย.2569 ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางเข้ายื่นหนังสือคัดค้านคำชี้แจงของคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้ยืมเงินจำนวน 400,000 ล้านบาท ว่า คำชี้แจงของ ครม. ที่ผ่านมา ไม่สามารถอธิบายเหตุผลความจำเป็นในการออก พ.ร.ก. กู้เงิน ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ได้ เนื่องจากเจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งเน้นการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด โดยปกติแล้วหากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จะต้องดำเนินการผ่าน พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันกรอบงบประมาณปกติของรัฐบาลนี้ก็กู้เงินจนเกือบเต็มเพดานอยู่แล้ว แม้รัฐธรรมนูญจะเปิดช่องให้รัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติมได้ในกรณีที่มีภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่กฎหมายก็กำหนดเกณฑ์ไว้ชัดเจนว่าต้องเป็น "วิกฤตเศรษฐกิจ" เท่านั้น
"หากย้อนดูประวัติศาสตร์ การออก พ.ร.ก. กู้เงินจะเกิดขึ้นเฉพาะยามวิกฤตรุนแรงเท่านั้น เช่น ปี 2542 วิกฤตต้มยำกุ้งที่กระทบความมั่นคงทางการเงิน, ปี 2552 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่เศรษฐกิจติดลบหนักจนจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าเกือบ 2 แสนล้านบาท หรือล่าสุดวิกฤตโควิด-19 ที่เศรษฐกิจหดตัวรุนแรง ประชาชนไม่สามารถทำมาหากินได้ สถานการณ์เหล่านั้นจึงเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ในการออก พ.ร.ก. กู้เงินนอกงบประมาณปกติ" นายกรณ์ กล่าว
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า เมื่อนำตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจในปัจจุบันมาเปรียบเทียบกับการกู้เงินในอดีต จะพบข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง โดยสถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นภาวะปกติ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัวถึง 2.8% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ และคาดว่าทั้งปีจะเติบโตได้มากกว่า 2% ทุนสำรองระหว่างประเทศ อยู่ในระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ การจัดเก็บรายได้ ในรอบ 7 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลจัดเก็บภาษีได้สูงกว่าเป้าหมาย หนี้สาธารณะ ปัจจุบันยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP
"ไม่ว่าจะพิจารณาจากดัชนีชี้วัดตัวใด ก็ไม่สามารถอ้างได้เลยว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในระดับวิกฤตที่กระทบต่อความมั่นคง การที่รัฐบาลหยิบยกเหตุผลอื่น ๆ มาอ้างเพื่อออก พ.ร.ก. ครั้งนี้ จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 53 และ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ อย่างชัดเจน"นายกรณ์ กบ่าว
นายกรณ์ กล่าวย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์มองว่าหากปล่อยให้รัฐบาลใช้ช่องทางพิเศษออก พ.ร.ก. เงินกู้ในสถานการณ์เศรษฐกิจปกติ จะเป็นการทำลายระบบวินัยทางการคลัง และเปิดช่องโหว่ให้รัฐบาลในอนาคตนำปัญหาความท้าทายทั่วไปมาเป็นข้ออ้างในการกู้เงินตามอำเภอใจ ซึ่งจะสร้างภาระหนี้สินมหาศาลและส่งผลกระทบรุนแรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจระยะยาว
เมื่อถามว่าข้ออ้างเรื่องการช่วยเหลือประชาชนจากภาระค่าครองชีพและราคาน้ำมันนั้น นายกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์สงครามมีแนวโน้มคลี่คลายและราคาน้ำมันโลกปรับลดลงทุกวัน รัฐบาลยังมีเครื่องมืออื่นที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องกู้เงิน เช่น การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อลดราคาหน้าปั๊ม หรือการปรับปรุงสูตรการคำนวณราคาน้ำมันขายปลีกที่ปัจจุบันยังคงอิงราคาตลาดสิงคโปร์อยู่ ซึ่งรัฐบาลเองก็เคยยอมรับว่าโครงสร้างราคาแบบนี้ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน








