วันที่ 16 มิถุนายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
"คดีตรวจสอบ ป.ป.ช.: เมื่อความคุ้มกันตามกฎหมาย อาจขึ้นอยู่กับคำถามว่า “ได้แสดงเหตุผลอันสมควรแล้วหรือยัง?”
การเมืองไทยและแวดวงกระบวนการยุติธรรมกำลังก้าวเข้าสู่หมุดหมายครั้งสำคัญ เมื่อผู้นำฝ่ายค้านพร้อมสมาชิกรัฐสภาได้ร่วมกันเข้าชื่อยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 236 ประกอบมาตรา 234 วรรคหนึ่ง (1) เพื่อส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกา ให้แต่งตั้ง “คณะผู้ไต่สวนอิสระ” ขึ้นมาตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวมทั้งสิ้น 13 ราย ซึ่งครอบคลุมทั้งผู้ที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน และผู้ที่พ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่เกิน 5 ปี โดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560
คดีนี้นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะนี่ไม่ใช่เพียงข้อพิพาทหรือเกมการเมืองทั่วไป
หากแต่เป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของ “หลักนิติรัฐ” (Rule of Law) ในสังคมไทย และที่สำคัญที่สุดคือ การพิสูจน์ขอบเขตอำนาจและเงื่อนไขของ “มาตรา 41 วรรคสอง” แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วย “ความคุ้มกันทางกฎหมาย” ขององค์กร ป.ป.ช. เอง
ชนวนเหตุ: ปมยกคำร้องบัญชีทรัพย์สิน ท่ามกลางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หัวใจสำคัญที่นำไปสู่การยื่นตรวจสอบคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในครั้งนี้ เกิดจากกรณีที่ ป.ป.ช. มีมติ “ยกคำร้อง” ในคดีตรวจสอบการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
ความน่าสนใจในทางกฎหมายอยู่ตรงที่ ก่อนหน้าที่ ป.ป.ช. จะมีมติดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้วว่า นายศักดิ์สยามยังคงเป็น “เจ้าของหุ้นที่แท้จริง” ของห้างหุ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการถือครองหุ้นส่วนในลักษณะดังกล่าวเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีต้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ
เมื่อผลลัพธ์ของสององค์กรออกมาในทิศทางที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง สังคมจึงเกิดคำถามคำโตว่า เหตุใดองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตอย่าง ป.ป.ช. จึงมองเห็นข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากศาลรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง?
ความคุ้มกันของ ป.ป.ช. ไม่ใช่ความคุ้มกันแบบไร้เงื่อนไข
ในความเข้าใจของประชาชนทั่วไป หลายคนอาจมองว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นองค์กรอิสระที่มี “เกราะทองคำ” หรือมีความคุ้มกันทางกฎหมายในระดับสูงจนแทบจะไม่สามารถถูกฟ้องร้องหรือตรวจสอบกลับได้เลย
แต่ในความเป็นจริง หากเราพิจารณาเนื้อหาของ มาตรา 41 วรรคสอง อย่างละเอียดถี่ถ้วน จะพบว่ากฎหมายไม่ได้ให้ความคุ้มกันแบบไร้ขอบเขตหรือปราศจากเงื่อนไข (Absolute Immunity) แต่อย่างใด โดยบทบัญญัติดังกล่าวระบุไว้ชัดเจนว่า:
“ในการปฏิบัติหน้าที่และการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรรมการ กรรมการไต่สวน หัวหน้าพนักงานไต่สวน พนักงานไต่สวน และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการมีความเห็น มติ คำสั่ง ในการตรวจสอบ สอบสวน ไต่สวน หรือไต่สวนเบื้องต้นตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งได้แสดงเหตุผลอันสมควรประกอบแล้ว และได้กระทำไปโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครอง”
จากตัวบทกฎหมายข้างต้น จะเห็นได้ว่า “เกราะคุ้มกัน” ของ ป.ป.ช. จะทำงานก็ต่อเมื่อการใช้อำนาจนั้นผ่านเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการพร้อม ๆ กัน คือ:
1.ต้องได้แสดงเหตุผลอันสมควรประกอบแล้ว
2. ต้องได้กระทำไปโดยสุจริต
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ความคุ้มกันไม่ได้ติดตัวบุคคลมาเพียงเพราะเขาดำรงตำแหน่งเป็น “กรรมการ ป.ป.ช.” แต่ความคุ้มกันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ “การใช้อำนาจในแต่ละมติหรือคำสั่งนั้น ตั้งอยู่บนรากฐานของเหตุผลที่สมควรและความสุจริตอย่างแท้จริง” เท่านั้น
ปมคาใจ: “เหตุผลอันสมควร” กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทีหลัง
ในการยื่นคำร้องของฝ่ายค้านครั้งนี้ ประเด็นสำคัญไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เรื่อง ป.ป.ช. มีอำนาจวินิจฉัยหรือไม่ เพราะในทางกฎหมาย ป.ป.ช. ย่อมมีอำนาจเต็มในการตรวจสอบและมีมติอยู่แล้ว
แต่คำถามใจกลางความขัดแย้งคือ เหตุผลที่ ป.ป.ช. นำมาใช้ในการยกคำร้องนั้น มีน้ำหนักและตรรกะเพียงพอที่จะนับว่าเป็น “เหตุผลอันสมควร” ตามมาตรา 41 วรรคสอง หรือไม่?
หากย้อนดูข้อเท็จจริงที่เปิดเผยต่อสาธารณะ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติในเรื่องนี้เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 และได้มีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 โดยระบุเหตุผลว่า:
“ไม่ปรากฏพฤติการณ์จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง”
ป.ป.ช. ได้ให้น้ำหนักและสาระสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า นายศักดิ์สยามได้มีการยื่นฟ้อง นายศุภวัฒน์ ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ให้โอนหุ้นคืนตนตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และต่อมาคู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในชั้นอุทธรณ์ว่า นายศักดิ์สยามไม่ติดใจให้นายศุภวัฒน์โอนสิทธิเงินลงหุ้น (มูลค่า 119,500,000 บาท) คืน และยอมรับว่านายศุภวัฒน์ เป็นผู้มีสิทธิถือหุ้นและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น อย่างถูกต้อง (ทั้ง ๆ ที่ผู้รับโอนหุ้นเป็นลูกน้องตนกินเงินเดือนหลักหมื่นบาท) และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568
แต่ในทางนิติศาสตร์ เหตุการณ์การทำสัญญาประนีประนอมยอมความและการมีคำพิพากษาตามยอมดังกล่าว นอกจากจะไม่สามารถนำมากล่าวอ้างเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ในอดีต (ณ วันที่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน) ได้แล้ว ยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้วอีกด้วย
จุดนี้เองที่ทำให้นักกฎหมายและสังคมตั้งคำถามตามมาว่า การนำเอาข้อเท็จจริงที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ภายหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นสาระสำคัญในการพิจารณา จะสามารถนำมาลบล้าง สลับด้าน หรือหักล้างข้อเท็จจริงอันเป็นที่สุดที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้แล้วได้จริงหรือ?
ตรรกะที่ขัดแย้ง หรือ “ตรรกะวิปริต” ทางกฎหมาย?
คำว่า “แสดงเหตุผลอันสมควร” เป็นหลักการควบคุมการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ (Principle of Reasoned Decisions) เพื่อไม่ให้เป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ โดยมีลักษณะสำคัญ 3 ประการตามหลักกฎหมายปกครอง:
1.มีข้อเท็จจริงรองรับ: การมีความเห็น มติ หรือคำสั่งนั้น ต้องมีพยานหลักฐาน ข้อมูล หรือพฤติการณ์ในสำนวนรองรับอย่างเพียงพอ ไม่ใช่คิดไปเอง หรือใช้ความรู้สึก
2. มีข้อกฎหมายอ้างอิง: ต้องระบุให้ชัดเจนว่าอาศัยอำนาจตามกฎหมาย มาตราใด หรือระเบียบข้อไหนในการออกคำสั่งนั้น
3. มีตรรกะที่สมเหตุสมผล (Rationality): ข้ออ้างและเหตุผลในการนำข้อเท็จจริงมาปรับเข้ากับข้อกฎหมายต้องเป็นเหตุเป็นผลกัน เช่น เหตุใดจึงเชื่อพยานปากนี้มากกว่าปากนั้น หรือเหตุใดพฤติกรรมนี้จึงเข้าข่ายทุจริต
สรุปสั้น ๆ: คือการทำงานแบบ “มีที่มาที่ไป มีหลักฐานอ้างอิง และอธิบายได้ตามหลักวิชาการกฎหมาย” ไม่ใช่การลงมติหรือออกคำสั่งไปตามอำเภอใจ
เมื่อนำคำวินิจฉัยของสององค์กรมาวางเทียบกัน หัวใจของข้อวิจารณ์จึงพุ่งตรงไปที่ความสัมพันธ์เชิงระบบระหว่าง “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” กับ “มติของ ป.ป.ช.”
ฝั่งศาลรัฐธรรมนูญ: วินิจฉัยชี้ขาดว่า นายศักดิ์สยามคือ “เจ้าของหุ้นที่แท้จริง”
ฝั่ง ป.ป.ช.: มีมติยกคำร้อง โดยมองว่าไม่มีเจตนาปกปิด
คำถามเชิงตรรกะที่ตามมาคือ ในทางกฎหมาย เป็นไปได้หรือไม่ที่บุคคลคนเดียวกันจะสามารถอ้างได้ว่า ในขณะที่ตนเองยื่นบัญชีทรัพย์สินนั้น ตนเองเข้าใจโดยสุจริตว่าตนมิใช่เจ้าของหุ้น ทั้ง ๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นศาลสูงสุดในคดีรัฐธรรมนูญได้ชี้ขาดแล้วว่าคุณคือเจ้าของหุ้นที่แท้จริง?
นี่ไม่ใช่เรื่องของการฝักใฝ่หรือมีความเห็นต่างทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของ “ความสมเหตุสมผลเชิงตรรกะทางกฎหมาย” (Legal Logic)
เพราะหากข้อสรุปที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงทั้งสองนี้จะสามารถดำรงอยู่ร่วมกันในระบบนิติรัฐไทยได้ ป.ป.ช. ย่อมต้องมีคำอธิบายที่ทรงพลัง มีหลักการ และหนาแน่นเพียงพอที่จะตอบสังคมให้ได้ว่า เหตุใดผู้ที่เป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงตามคำวินิจฉัยของศาล ถึงยังสามารถอ้างได้ว่าตนไม่ใช่เจ้าของหุ้นได้?
หากท้ายที่สุดแล้ว ป.ป.ช. ไม่มีคำอธิบายที่มีน้ำหนักเพียงพอรองรับ มติยกคำร้องดังกล่าวก็อาจถูกตั้งข้อสงสัยจากสังคมและนักนิติศาสตร์ว่าเป็นเพียงเหตุผลที่ปรุงแต่งขึ้น หรือเข้าข่ายสิ่งที่เรียกว่า “ตรรกะวิปริต” ที่ทำลายระบบนิติรัฐและมาตรฐานการตรวจสอบของประเทศ
4 ประเด็นท้าทายที่ “คณะผู้ไต่สวนอิสระ” พึงหาคำตอบ
เมื่อประธานรัฐสภาส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา และเรื่องราวเดินหน้าไปสู่กระบวนการตรวจสอบโดยคณะผู้ไต่สวนอิสระ ปมสำคัญที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเพื่อชี้ชะตากรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 13 ราย คงหนีไม่พ้นคำถามเชิงลึกเหล่านี้:
1.เหตุผลที่ใช้ประกอบมติยกคำร้อง เป็นเหตุผลที่วิญญูชนจะยอมรับว่าเป็น “เหตุผลที่สมควร” หรือไม่?
2. กระบวนการรับฟังและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในสำนวน เป็นไปอย่างสมเหตุสมผลตามหลักสากลหรือไม่?
3. ป.ป.ช. ได้นำข้อเท็จจริงและคำวินิจฉัยอันเป็นที่สุดของศาลรัฐธรรมนูญมาพิจารณาอย่างครบถ้วน รอบด้าน และให้ความเคารพต่อแดนอำนาจของศาลเพียงใด?
4. และท้ายที่สุด การใช้ดุลพินิจทั้งหมดในคดีนี้ อยู่ภายใต้กรอบแห่ง “ความสุจริต” (Good Faith) ปราศจากอคติ และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่?
หากคำตอบของคำถามเหล่านี้คือ “ใช่” คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมได้รับเกราะคุ้มครองตามมาตรา 41 วรรคสอง อย่างสมบูรณ์และสง่างาม
แต่หากคำตอบออกมาเป็น “ไม่ใช่” บทคุ้มกันที่เคยคิดว่าเป็นเกราะทองคำก็อาจจะพังทลายลง และไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธความผิดไปได้
บทสรุป: การทดสอบหลักนิติรัฐในระบอบประชาธิปไตย
คดีประวัติศาสตร์ครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการตรวจสอบการทำงานของบุคคลกลุ่มหนึ่ง หรือเป็นเพียงเรื่องของอดีตรัฐมนตรีคนหนึ่ง หากแต่เป็นการวางบรรทัดฐานครั้งสำคัญให้กับรัฐธรรมนูญไทย มันคือคำถามตัวโต ๆ ที่ส่งตรงไปยังองค์กรอิสระทุกองค์กรในประเทศว่า ในระบอบประชาธิปไตยที่อยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ “องค์กรที่มีอำนาจล้นพ้นและได้รับความคุ้มกันจากกฎหมาย จะต้องแสดงความรับผิดชอบ (Accountability) และสามารถอธิบายเหตุผลแห่งการใช้อำนาจของตนให้สังคมตรวจสอบได้มากน้อยเพียงใด”
เพราะหากองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบผู้อื่น กลับไม่สามารถถูกตรวจสอบได้ด้วยตรรกะและเหตุผลอันสมควรเสียเอง รากฐานความเชื่อมั่นของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบย่อมสั่นคลอนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้"








