"ศิริโชค"เปิดไทม์ไลน์ความผิดปกติในคดี “นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ” เมื่อเจ้าของสำนวนเปลี่ยนจุดยืนของตัวเอง
เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.69 นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ศิริโชค โสภา ระบุว่า ไทม์ไลน์ความผิดปกติในคดี “นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ” : เมื่อเจ้าของสำนวนเปลี่ยนจุดยืนของตัวเอง
คดีนี้มีข้อเท็จจริงและเอกสารภายในของสำนักงาน ป.ป.ช. หลายฉบับที่สะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติของกระบวนการพิจารณา โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงจุดยืนของผู้รับผิดชอบสำนวนเอง จนเกิดคำถามสำคัญถึงมาตรฐานและความสม่ำเสมอในการบังคับใช้กฎหมายขององค์กร
คดีนี้เกี่ยวกับอะไร
คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากกรณีการชำระค่ารักษาพยาบาลของ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส. พรรคภูมิใจไทย มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ซึ่งต่อมากลายเป็นประเด็นที่ ป.ป.ช. ไต่สวนว่าการรับเงินดังกล่าวเข้าข่ายการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่น อันอาจเป็นความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. และมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่
สิ่งที่น่าสนใจคือ คำอธิบายเกี่ยวกับที่มาของเงินค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา
ครั้งที่ 1 มีการโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะที่ระบุว่า มี “ผู้ใหญ่ใจดี” เป็นผู้ช่วยออกค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมด
ครั้งที่ 2 ในชั้นการไต่สวนของ ป.ป.ช. กลับมีการชี้แจงว่า เงินค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวเป็น เงินของตนเองทั้งหมด
ต่อมา เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส. พรรคภูมิใจไทย กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีรับเงินค่ารักษาพยาบาลจากบุคคลอื่นเป็นเงินประมาณ 1 ล้านบาทเศษ โดย ป.ป.ช. เห็นว่าการรับเงินดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งผู้ให้เงินเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ส.ส. อันเป็นการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ไม่อาจรับไว้ได้ตามกฎหมาย และมีมติให้ส่งเรื่องดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
ครั้งที่ 3 ภายหลังจากที่ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดแล้ว นายณัฏฐ์ชนนได้ยื่นหนังสือขอให้ ป.ป.ช. ทบทวนมติ โดยอ้างพยานหลักฐานใหม่ว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็น เงินกู้จากนายเนวิน ชิดชอบ
กล่าวคือ คำอธิบายเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินค่ารักษาพยาบาล ได้เปลี่ยนแปลงจาก
1. “ผู้ใหญ่ใจดีออกให้”
2. “เป็นเงินของตนเองทั้งหมด”
3. “เป็นเงินกู้จากนายเนวิน ชิดชอบ”
ซึ่งประเด็นเรื่อง “เงินกู้จากนายเนวิน ชิดชอบ” นี้เอง เป็นที่มาของคำร้องขอทบทวนมติ และเป็นจุดเริ่มต้นของข้อถกเถียงที่ปรากฏในเอกสารภายใน ป.ป.ช. ว่าเป็น “พยานหลักฐานใหม่” ตามกฎหมายหรือไม่ รวมถึงเป็นประเด็นที่นำไปสู่ความขัดแย้งในแนวทางพิจารณาของผู้รับผิดชอบสำนวนในเวลาต่อมา
22 กันยายน 2566 : คณะกรรมการไต่สวนชี้มูล 8 ต่อ 3
เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2566 คณะกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช. ซึ่งมี นายสุทธิ กลีบสัตบุตร เป็นทั้งกรรมการไต่สวน เลขานุการคณะกรรมการไต่สวน และเจ้าของสำนวน ได้มีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 3 ว่า นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ มีมูลความผิดตามข้อกล่าวหา
จากนั้นสำนวนจึงถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
15 กรกฎาคม 2567 : ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด
ต่อมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติเสียงข้างมากว่า นายณัฏฐ์ชนนมีความผิดตามข้อกล่าวหา โดยเห็นควรให้
* ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. กรณีรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเกินกว่า 3,000 บาท
* ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาคดีฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
กล่าวได้ว่า ณ เวลานั้น ทั้งคณะกรรมการไต่สวนและคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตามข้อกล่าวหา
3 สิงหาคม 2567 : ผู้ถูกกล่าวหาขอทบทวนมติ
ภายหลังถูกชี้มูลความผิด นายณัฏฐ์ชนนได้ยื่นหนังสือขอให้ ป.ป.ช. ทบทวนมติ โดยอ้างว่า
* มีพยานหลักฐานใหม่ คือ สัญญากู้ยืมเงินกับนายเนวิน ชิดชอบ
* ขอให้สอบพยานเพิ่มเติมอีก 2 ปาก
15 สิงหาคม 2567 : นายสุทธิสรุปว่า “ฟังไม่ขึ้น”
เอกสารภายใน ป.ป.ช. ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 ซึ่งจัดทำโดย นายสุทธิ กลีบสัตบุตร ในฐานะเจ้าของเรื่อง ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า
1. ข้ออ้างเรื่องสัญญากู้ยืมเงิน ไม่ถือเป็นพยานหลักฐานใหม่
2. พยานหลักฐานดังกล่าวไม่อาจทำให้ผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปลี่ยนแปลงได้
3. การนำประเด็นดังกล่าวกลับมาพิจารณาอีก ต้องห้ามตามมาตรา 54 (1)
4. การขอสอบพยานเพิ่มเติมอีก 2 ปาก ไม่สามารถดำเนินการได้
เนื่องจากขัดต่อ ระเบียบคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าด้วยการตรวจสอบและไต่สวน พ.ศ. 2561 ข้อ 77 วรรคสี่ ซึ่งกำหนดให้การเสนอพยานเพิ่มเติมต้องดำเนินการภายในกำหนดเวลา 30 วันนับแต่ได้รับแจ้งข้อกล่าวหา
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เจ้าของสำนวนเองได้ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่า
“หลักฐานใหม่ฟังไม่ขึ้น และการสอบพยานเพิ่มเติมขัดต่อระเบียบ”
หลังเปลี่ยนองค์ประกอบกรรมการ ป.ป.ช. : แนวทางกลับเปลี่ยนไป
อย่างไรก็ตาม ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กลับปรากฏว่ามีการดำเนินการในแนวทางตรงกันข้ามกับความเห็นเดิมของเจ้าของสำนวน
กล่าวคือ
* มีการอนุญาตให้สอบพยานเพิ่มเติมอีก 2 ปาก
* มีการนำประเด็นที่เคยถูกวินิจฉัยว่าไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่กลับมาพิจารณาอีกครั้ง
ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมีความเห็นและข้อสรุปเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วว่า เรื่องดังกล่าวขัดต่อระเบียบและไม่อาจรับไว้พิจารณาได้
ผลที่ตามมาคือคดีเกิดความล่าช้าออกไปเกือบ 2 ปี
17 เมษายน 2569 : จุดที่น่าตั้งคำถามที่สุด
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569
นายสุทธิ กลีบสัตบุตร ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกันกับที่
* ลงมติชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2566
* สรุปเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2567 ว่าคำร้องขอทบทวนมติฟังไม่ขึ้น
* ยืนยันว่าการสอบพยานเพิ่มเติมขัดต่อระเบียบ ป.ป.ช.
กลับเป็นผู้เสนอให้มีการสอบพยานเพิ่มเติมอีกครั้ง
โดยพยานสำคัญที่เสนอให้สอบคือ นายเนวิน ชิดชอบ
ทั้งที่เป็นบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็น “สัญญากู้ยืมเงิน” ที่นายสุทธิเคยวินิจฉัยมาก่อนแล้วว่าไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ และไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ตามกฎหมายและระเบียบของ ป.ป.ช.
นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ อนุกรรมการที่ปรึกษาสำนวนอาญา ซึ่งมีบุคคลภายนอกเข้าร่วมเป็นที่ปรึกษา โดยปรากฏชื่อบุคคลย่อว่า “ต.” ซึ่งเป็นคณะทำงานที่ได้รับการแต่งตั้งในสมัย นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ดำรงตำแหน่งประธาน ป.ป.ช.
ประเด็นดังกล่าวยิ่งน่าสนใจ เนื่องจากในปัจจุบันมีข้อกล่าวหาและกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการที่บุคคลภายนอกเข้าไปมีบทบาทหรือแทรกแซงการทำงานของสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งกำลังเป็นประเด็นข่าวสำคัญที่สังคมให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ ขณะที่ นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ยังคงดำรงตำแหน่งประธาน ป.ป.ช. อยู่ในปัจจุบัน
ดังนั้น การที่มีการเสนอให้นำสำนวนคดีนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะที่มีบุคคลภายนอกเข้ามามีบทบาทในการให้ความเห็นต่อสำนวน ภายหลังจากที่เจ้าของสำนวนเคยมีความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วว่า คำร้องดังกล่าวฟังไม่ขึ้น ขัดต่อระเบียบ และไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ จึงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สมควรได้รับคำอธิบายอย่างชัดเจน เพื่อให้สาธารณชนเกิดความเชื่อมั่นว่าการพิจารณาคดีเป็นไปอย่างอิสระ โปร่งใส และปราศจากอิทธิพลจากบุคคลภายนอก
คำถามที่สังคมควรได้รับคำตอบ
ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่า นายณัฏฐ์ชนนมีความผิดหรือไม่มีความผิด เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมที่จะวินิจฉัย
แต่สิ่งที่สังคมควรได้รับคำตอบคือ
* เหตุใดคำชี้แจงเกี่ยวกับที่มาของเงินค่ารักษาพยาบาลจึงเปลี่ยนแปลงจาก “ผู้ใหญ่ใจดีออกให้” เป็น “เงินของตนเอง” และต่อมาเป็น “เงินกู้จากนายเนวิน ชิดชอบ”
* เหตุใดพยานหลักฐานที่เคยถูกวินิจฉัยว่าไม่ใช่หลักฐานใหม่ จึงถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง
* เหตุใดการสอบพยานที่เคยถูกระบุว่าขัดต่อระเบียบ ป.ป.ช. จึงกลับได้รับอนุญาต
* เหตุใดเจ้าของสำนวนคนเดิมจึงเปลี่ยนจุดยืนจากผู้คัดค้าน กลายเป็นผู้เสนอให้ดำเนินการเอง
* เหตุใดจึงมีการเสนอให้นำสำนวนเข้าสู่การพิจารณาของคณะที่มีบุคคลภายนอกเข้ามาให้ความเห็น ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมีข้อสรุปทางกฎหมายและระเบียบไว้อย่างชัดเจนแล้ว
* การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบของ ป.ป.ช. หรือไม่
* และมีเหตุผลใดที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงแนวทางพิจารณาที่แตกต่างจากข้อสรุปเดิมอย่างสิ้นเชิง
เอกสารในสำนวนจึงสะท้อนให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันของกระบวนการพิจารณาภายใน ป.ป.ช. และก่อให้เกิดข้อสงสัยว่ามีการใช้ดุลพินิจภายใต้มาตรฐานเดียวกันตลอดทั้งกระบวนการหรือไม่
ผมเห็นว่า ประเด็นเหล่านี้สมควรได้รับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเมื่อผมได้ยื่นฟ้อง นายสุทธิ กลีบสัตบุตร และ นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ต่อศาลทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 แล้ว
ผมเชื่อว่า หากศาลมีคำสั่งรับฟ้องและได้พิจารณาเอกสารทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในสำนวน ไม่ว่าจะเป็นมติคณะกรรมการไต่สวน ความเห็นของเจ้าของเรื่อง เอกสารลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 ตลอดจนเอกสารที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงแนวทางปฏิบัติในภายหลัง ศาลย่อมมีโอกาสตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างละเอียดว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ของ ป.ป.ช. หรือไม่
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่หลักนิติธรรมและมาตรฐานเดียวกันในการบังคับใช้กฎหมาย หากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนเคยยืนยันเองว่าเรื่องดังกล่าวฟังไม่ขึ้น ขัดต่อระเบียบ และไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ แต่ภายหลังกลับดำเนินการในทางตรงกันข้าม สังคมย่อมมีสิทธิที่จะตั้งคำถาม และผู้เกี่ยวข้องย่อมมีหน้าที่ต้องอธิบายต่อสาธารณะอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้.
#ณัฏฐ์ชนน #ปปช #เนวินชิดชอบ #ปราบโกง #สองมาตรฐาน #กระบวนการยุติธรรม #ข่าวการเมือง








