ผู้การวิศรุฒน์
สถานการณ์ความมั่นคงโดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงตึงเครียด หลังมีรายงานยืนยันว่า ฝ่ายกัมพูชามีการเพิ่มเติมกำลังทหารพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะหลังจากที่สมเด็จฮุน เซน เดินสายลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ปลุกกระแสชาตินิยมในหมู่ชาวกัมพูชาให้เกลียดชังทหารไทยที่ยึดดินแดนกัมพูชา และทำให้ประชาชนไร้บ้านจำนวนมาก
รวมทั้งการประกาศที่จะทวงดินแดนคืน ไม่ว่าจะด้วยการเจรจาหรือการใช้กำลัง เสมือนเป็นการส่งสัญญาณให้ทหารกัมพูชาในพื้นที่ชายแดน ที่ปกติก็มีการยั่วยุ รวมทั้งเสริมกำลังอาวุธยุทโธปกรณ์และทำให้สถานการณ์ตึงเครียดอยู่แล้ว ก็ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น
อีกทั้งเป็นช่วงที่จีนได้ส่งรถถัง Type 59D มาให้กัมพูชา 93 คัน ล็อตแรก 39 คัน เมื่อ 5 มิถุนายน 2569 และล็อต 2 ตามมาติด ๆ 14 มิถุนายน 2569 ขณะที่สมเด็จฮุน เซน อ้างว่า ยังมีมากถึงกว่า 90 คัน แม้จะเป็นรถถังเก่าแต่มีการเพิ่มประสิทธิภาพให้ทันสมัยมากขึ้น อันเป็นการสะท้อนว่าแม้จะมีปฏิกิริยาต่อต้านจากคนไทย ที่ไฟถล่มคอมเมนต์ในเพจของสถานทูตจีนประจำประเทศไทยอย่างหนัก ถึงการที่จีนสนับสนุนกัมพูชาด้วยการส่งอาวุธให้ และรวมถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนไทย แต่ก็ไม่มีผลทำให้ฝ่ายจีนชะลอการจัดส่งรถถังให้กัมพูชา
โดยมีรายงานจากกองทัพว่า ในข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศจีนและกัมพูชา รวมถึงข้อตกลงในการให้จีนใช้ฐานทัพเรียม ที่ทำให้จีนจะต้องสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับกัมพูชา เพื่อเสริมศักยภาพของกองทัพกัมพูชา โดยก่อนหน้านี้ได้มีการส่งเรือคอร์เวต จำนวน 1 ลำจาก 2 ลำให้กับกัมพูชามาแล้ว และเคยมีข่าวว่าจีนจะให้เรือดำน้ำมือสองแก่กัมพูชาจำนวน 2 ลำ
และหากมองย้อนหลังถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทหารกัมพูชาใช้ในการสู้รบทั้งรอบแรกและรอบ 2 กับไทยในห้วงที่ผ่านมา จะปรากฏชัดว่าอาวุธของทหารกัมพูชาที่ใช้อยู่นั้นล้วนเป็นอาวุธที่ผลิตจากจีนเป็นส่วนใหญ่ และพบว่าทหารกัมพูชายิงแบบไม่ยั้งไม่ประหยัดอันเป็นการสะท้อนปริมาณกระสุนที่มีมากมาย ท่ามกลางกระแสข่าวว่าจีนสนับสนุนกระสุนให้เต็มที่โดยเฉพาะจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ที่ทำร้ายประชาชนคนไทยและทหารไทยให้เสียชีวิตและบาดเจ็บพิการจำนวนมาก
โดยที่ฝ่ายกองทัพกำลังตรวจสอบว่าจีนจะส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ใดให้กับกัมพูชาเพิ่มอีก เพราะมีรายงานว่าท่าเรือสีหนุวิลล์มีเรือสินค้า นำส่งสินค้าที่มีการจำแนกว่าเป็นกระสุนวัตถุระเบิดให้ทุกวัน ไม่นับรวมเรือบางเที่ยวที่มีการปกปิดสินค้าว่าส่งอะไรให้กัมพูชา
แม้ว่าจะมีรายงานจากสถานทูตจีนและสำนักผู้ช่วยทูตทหารจีนประจำประเทศไทย ชี้แจงว่าการส่งมอบรถถังให้กัมพูชานั้นเป็นสัญญาการจัดซื้อเก่าตั้งแต่ก่อนการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นคำตอบเดียวกับที่จีนมักจะให้กับไทยเมื่อตรวจพบว่าจีนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับกัมพูชา โดยเฉพาะจรวด BM ที่ทหารไทยยึดได้กองพะเนินบนเนิน 500 ช่องอานม้า
แต่ข้อมูลของฝ่ายความมั่นคงไทยระบุว่าไม่ใช่การซื้อขาย แต่เป็นการสนับสนุนช่วยเหลือเป็นข้อตกลงระหว่างจีนกับกัมพูชา อันเป็นผลจากความร่วมมือพิเศษแบบ 2+2 กต.-กห. จีนและกัมพูชา รวมถึงเป็นข้อตกลงเรื่องการใช้ฐานทัพเรือเรียม
ไม่แค่นั้นในช่วงการรบรอบสอง กองทัพบกไทยได้ประสานขอจัดซื้อกระสุนจรวดจากจีนแต่จีนก็ไม่ได้ขายให้ โดยอ้างว่าต้องการวางตัวเป็นกลางในการสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชา ในขณะที่ข้อมูลข่าวกรองของฝ่ายไทยพบว่า ฝ่ายกัมพูชากลับมีกระสุนจรวดจากจีนมาเติมให้แบบไม่อั้น
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะจีนมองภาพลักษณ์ของประเทศไทยว่าเอนเอียงใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามากกว่า แม้ไทยจะประกาศจุดยืนเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด แต่ยึดผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลักก็ตาม แต่ด้วยประวัติศาสตร์และความร่วมมือระหว่างกองทัพไทยกับสหรัฐอเมริกา จึงทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทย กลายเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกามากกว่ากับจีน ที่มีจุดยืนกับไทยว่า ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน
เพราะในห้วงที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาก็มีบทบาทสำคัญในการพัฒนากองทัพไทย โดยเฉพาะการมีความช่วยเหลือทางการทหาร การขายอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ในราคาและเงื่อนไขพิเศษ โดยเฉพาะในยุคของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ที่แม้จะมาจากการรัฐประหาร แต่สหรัฐฯ ก็ไม่เคยคว่ำบาตรยกเลิกการฝึกร่วมคอบร้าโกลด์ (Cobra Gold) หรือไม่ขายอาวุธให้ไทย จะมีบ้างก็แค่การตัดทุนการศึกษาและโควตาทีนั่งเรียนว่างเท่านั้น
โดยเฉพาะการขายรถเกราะล้อยาง Stryker กว่า 200 คัน ให้กองทัพบกไทยในเงื่อนไขพิเศษ และมีรถแถมมากกว่า 40 คัน พร้อมทั้งให้ทหารไทยไปฝึกที่สหรัฐอเมริกา และส่งทหารอเมริกามาฝึกให้ทหารไทย ที่กองพลทหารราบที่ 11 หรือกองพลเกอร์สไตรเกอร์ มาต่อเนื่องยาวนานจนปัจจุบันที่กองทัพบกก็ยังทยอยจัดซื้อรถเกราะเข้าประจำการ
ดังนั้นในอีกมุมหนึ่งจึงเป็นเรื่องเกมการเมืองระหว่างประเทศของมหาอำนาจทั้งจีนและสหรัฐฯ ที่พยายามจะเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้ เพราะหลังจากที่สหรัฐฯ พยายามจะขอใช้ไทยเป็นฐานทัพมาตลอดหลายสิบปี แต่ไทยก็ยอมเพียงแค่ให้ใช้เป็นฐานส่งกำลังบำรุงตามข้อตกลงเท่านั้น จนทำให้สหรัฐฯ เองต้องไปรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางทหารกับกัมพูชา เพื่อทวงดุลอำนาจฝ่ายจีนที่พยายามเข้าไปยึดครองกัมพูชาด้วยหลายวิถีทาง
ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ ฝ่ายไทยต้องมีการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เริ่มมีสัญญาณและโอกาสของการปะทะรอบต่อไป ที่แม้กองทัพจะประกาศว่าหากมีการสู้รบรอบที่ 3 จะต้องเป็นรอบสุดท้าย ที่ฝ่ายไทยจะต้องทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพทางการทหารและการเป็นภัยคุกคามของประเทศไทย ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะการสู้รบรอบที่ 2 แม้ไทยจะถล่มกัมพูชาอย่างหนัก แต่หลังการหยุดยิง 27 ธันวาคม 2568 กัมพูชาก็ใช้เวลาแค่ไม่กี่เดือนในการเสริมสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์และกำลังทหาร จนสามารถท้าทายและยั่วยุทหารไทยได้จนทุกวันนี้
แม้ทหารไทยจะทำลายคาสิโนและแหล่งสแกมเมอร์ แต่ก็ไม่ได้ส่งผลให้รายได้จากธุรกิจสีเทาจากพวกจีนเทาในกัมพูชาลดน้อยลง และยังคงเป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญของผู้นำกัมพูชาไว้ใช้ในการสร้างเสริมอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กองทัพ และโดยเฉพาะหน่วยองครักษ์พิทักษ์ฮุน เซน หรือ BHQ เสมอ ๆ
สถานการณ์เช่นนี้แม้ว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะบอกว่าไม่กังวล และมั่นใจในความพร้อมของกองทัพก็ตาม แต่ก็ยังต้องเรียกพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ “บิ๊กปู” พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) มาพบที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดยมีรายงานการหารือถึงสถานการณ์ชายแดนไทยและกัมพูชา โดยนายกรัฐมนตรีต้องการรับทราบความเคลื่อนไหวของฝ่ายทหารกัมพูชาด้วยข้อมูลการข่าวกรองที่แท้จริง และการประเมินสถานการณ์จากพลเอก พนา และความพร้อมหากกัมพูชาเปิดฉากการสู้รบรอบ 3 ในเร็ว ๆ นี้
โดยหลังการหารือ นายอนุทินได้เดินลงมาส่งพลเอก พนา เพื่อเดินทางกลับ อันเป็นการสะท้อนถึงการให้เกียรติและให้ความสำคัญกับพลเอก พนา ที่มักไม่ค่อยมาทำเนียบรัฐบาลด้วยตัวเองบ่อยนัก หากไม่ใช่การประชุมสำคัญ ก็จะส่ง “เสธ.ปูด้วง” พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) มาเป็นตัวแทน เพราะนายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรียังควบตำแหน่ง ผอ.รมน. ด้วย
อีกทั้งนายอนุทินกับพลเอก พนา เริ่มมีความคุ้นเคยกันมากขึ้น หลังจากพลเอก พนา ร่วมคณะเดินทางไปเยือนเวียดนามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมด้วยปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ ที่ถือเป็นการเยือนแบบยุทธศาสตร์การทูตเชิงรุก
ด้วยเพราะถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี ที่นายกรัฐมนตรีของไทย พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการเหล่าทัพ พร้อมหน้าพร้อมเพรียงเดินทางร่วมคณะไปเยือนมิตรประเทศ โดยเฉพาะเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม เพื่อเป็นการส่งสัญญาณถึงการให้เกียรติและให้ความสำคัญกับเวียดนาม ที่ถูกมองว่าต้องการเอาเวียดนามเป็นพวก เพราะเวียดนามก็มีปัญหาดินแดนกับกัมพูชาเช่นกัน
พร้อมกันนั้นยังเป็นการสะท้อนถึงความเป็นเอกภาพของผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดนี้ โดยมี “บิ๊กหนุ่ย” พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกลาโหม และพลเอก อุกฤษฏ์ บุญตานนท์ ผบ.ทหารสูงสุด รวมทั้ง “บิ๊กเฟื่อง” พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. เป็นพี่ใหญ่ในฐานะเตรียมทหารรุ่น 24 และพลเอก พนา ผบ.ทบ. และ “บิ๊กคิม” พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. ที่เป็นรุ่นน้องเตรียมทหาร 26
โดยเฉพาะตัวพลเอก พนา ที่ปกติจะระมัดระวังเรื่องระยะห่างกับนายกรัฐมนตรีและฝ่ายการเมือง และมีบุคลิกลักษณะที่ไม่ค่อยไปออกงาน มักจะเลือกมอบหมายให้กับนายทหารระดับ 5 เสือกองทัพบกไปแทนตามสายงาน แต่พลเอก พนา ก็ยังร่วมคณะเดินทางเยือนเวียดนามครั้งนี้ด้วย ถือว่าเป็นการให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการส่งสัญญาณถึงกัมพูชา รวมถึงการร่วมคณะพลโท อดุลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในการพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเวียดนามด้วย
นอกจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพเหนียวแน่นของบรรดาผู้บัญชาการเหล่าทัพกันเองแล้ว การร่วมคณะนายกรัฐมนตรีไปเช่นนี้ ยังเป็นการแสดงออกถึงความเป็นเนื้อเดียวกันระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ นายอนุทินกับผู้บัญชาการเหล่าทัพอีกด้วย
โดยเฉพาะในยามที่มีศึกนอกเช่นนี้ ทั้งกองทัพและรัฐบาลก็ต้องแสดงให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวเหนียวแน่น เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ที่จะนำมาซึ่งความแตกแยก และทำให้เกิดความอ่อนแอ และอาจส่งผลต่อการสู้รบกับกัมพูชา
ดังนั้นผู้บัญชาการเหล่าทัพจึงให้ความร่วมมือกับนายอนุทินและรัฐบาลเป็นอย่างดี ในขณะที่นายอนุทินก็ให้การสนับสนุนกองทัพในการเตรียมความพร้อมรบอย่างเต็มที่ รวมถึงให้เกียรติฝ่ายทหาร เพราะนายอนุทินรู้ดีว่า การที่เขาได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีได้มาเป็นรัฐบาล ก็เพราะกองทัพที่รบชนะกัมพูชา
ต้องยอมรับว่าในรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในยุคของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีปัญหากับกองทัพมายาวนาน ตั้งแต่ยุคนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็นบิดาถูกรัฐประหารปี 2549 จนต้องลี้ภัยในต่างประเทศเกือบ 20 ปี และกลับมายังมีความหวาดระแวงต่อกองทัพ จนทำให้เป็นช่องโหว่ ทำให้สมเด็จฮุน เซน และกัมพูชา อาศัยช่องโหว่นี้ทำให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกกันเองภายในและทำให้รัฐบาลและการเมืองอ่อนแอ จนต้องแพ้ภัยตัวเองด้วยคลิปอังเคิล อาวุธลับสำคัญของฝ่ายกัมพูชา ที่ทำให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยล่มสลาย
และเป็นจังหวะที่นายอนุทินและพรรคภูมิใจไทย อาศัยสถานการณ์การสู้รบกับกัมพูชา จนได้รับคะแนนนิยมและได้รับเลือกตั้งเข้ามาแบบถล่มทลาย อันเป็นการส่งสัญญาณจากคนไทยว่าต้องการให้รัฐบาลของนายอนุทินมาจัดการกับกัมพูชาให้เด็ดขาดและสิ้นสภาพ
ดังนั้นระหว่างไทยและกัมพูชา การสู้รบรอยที่ 3 กำลังถูกจับตามองว่ากำลังนับถอยหลังสู่เสียงปืนแตกอีกครั้ง








