“รักชนก ศรีนอก” ประธาน กมธ.ติดตามงบประมาณฯ ฉะแหลกเวทีรับฟังความเห็นโครงการ “TH-AI Passport” มูลค่า 1,600 ล้านบาท เป็นแค่พิธีกรรมฟอกขาว หลังปลัดดีอีเอสสารภาพกลายๆ เปลี่ยนแปลง TOR ไม่ได้ แฉยับไส้ในล็อกสเปกโฆษณาจอดิจิทัลร้านสะดวกซื้อ-สนามบินสุวรรณภูมิ พบพิรุธลอกข้อความทุจริตเชิงนโยบายจากยุคภูมิใจไทยเดิม ลั่นสัปดาห์หน้าจับมือ กมธ.กฎหมาย ร่อนหนังสือเรียก “ไชยชนก ชิดชอบ” ชี้แจงสภาฯ พร้อมขู่ หากยังดันทุรังลุยไฟ เดินหน้ายื่น ป.ป.ช. ทันทีที่เปิดลงทะเบียน
วันที่ 11 มิ.ย.2569 เวลา 10.00 น.ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษา จัดทำ และติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบโครงการ "TH-AI Passport" ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ว่า จากกรณีที่ปลัดกระทรวงดีอีเอสออกมาระบุว่า ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขใดๆ ในขอบเขตงาน (TOR) ได้แล้วนั้น ทำให้ตนและประชาชนเกิดความคลุมเครือว่า ในเมื่อแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วจะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นไปเพื่ออะไร เพราะตามหลักการแล้วกระบวนการนี้ควรเกิดขึ้นก่อนเริ่มโครงการ แต่ข้อเท็จจริงคือโครงการมีการจ่ายเงินงวดแรกไปแล้ว ตนตั้งข้อสังเกตว่า งานรับฟังความคิดเห็นที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ใช่เวทีเพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากคนในแวดวงไอที ผู้เชี่ยวชาญ หรือภาคประชาชนอย่างแท้จริง แต่เป็นเพียง “เวทีฟอกขาว” ที่สร้างความชอบธรรมให้โครงการ โดยการเชิญอินฟลูเอนเซอร์สายเทคโนโลยีและบริษัทระดับโลกที่เป็นเจ้าของโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาร่วมงานเพื่อสร้างภาพลักษณ์ความคุ้มค่าและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า เพื่อบดบังประเด็นการล็อกสเปก
"ดิฉันอยากให้ทุกคนตั้งสติ สิ่งที่พูดมาตลอดคือ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวง พยายามจะดึงไปพูดเรื่องความคุ้มค่า เพราะรู้ดีว่า AI คืออนาคตของประเทศ แต่ประเด็นสำคัญของโครงการนี้คือ คุณล็อกสเปกโครงการทำไม ถ้ามีใครมีความกล้าหาญในงานนั้น ดิฉันอยากให้ถามท่านรัฐมนตรีหรือปลัดไปตรงๆ เลย" น.ส.รักชนก กล่าว
ประธาน กมธ.ติดตามงบประมาณฯ กล่าวอีกว่า โครงการนี้เป็นโครงการพัฒนาเทคโนโลยี AI แต่ในรายละเอียด TOR หมวดงานประชาสัมพันธ์กลับมีการล็อกสเปกอย่างละเอียดถึง 3 ชั้น โดยกำหนดว่าต้องเป็นบริษัทที่มีจอดิจิทัลหรือจอบิลบอร์ดโฆษณาทั่วประเทศ และต้องอยู่ในร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ ซึ่งในประเทศไทยมีบริษัทที่เข้าข่ายลักษณะนี้อยู่ไม่กี่ราย นอกจากนี้ ตนได้นำข้อมูลไปเปรียบเทียบกับโครงการ "เนชั่นแนล เครดิตแบงก์"ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในสมัยของนางศุภมาส อิศรภักดี อดีตรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย พบความผิดปกติว่า TOR ในส่วนการประชาสัมพันธ์แทบจะคัดลอกกันมาทั้งหมด (Copy-Paste) เปลี่ยนเพียงแค่หน่วยคำว่า "จอ" เป็นคำว่า "จุด" ทั้งที่เป็นโครงการคนละรูปแบบ จึงตั้งข้อสังเกตว่าเป็นความพยายามใส่เงื่อนไขใน TOR เพื่อ "ล็อกมง" ให้กับกลุ่มทุนในเครือข่ายตนเอง
เมื่อถามถึงความเชื่อมโยงกับบริษัทโฆษณารายใหญ่อย่าง บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ประชาชนสามารถคิดวิเคราะห์แยกแยะเองได้ พร้อมชี้พิรุธเพิ่มเติมว่า ในโครงการเนชั่นแนล เครดิตแบงก์ มีการระบุเงื่อนไขให้โฆษณาผ่านจอที่ทางเข้า-ออก สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งตนตั้งคำถามว่าโครงการของนักศึกษาทำไมต้องไปโฆษณาในสนามบินให้ชาวต่างชาติดู หากไปสืบค้นรายชื่อบริษัทที่เป็นเจ้าของสัมปทานจอโฆษณาทั้งหมดในสุวรรณภูมิและบริษัทร่วมค้า จะเห็นชื่อกลุ่มทุนที่มีส่วนทับซ้อนกันอย่างแน่นอน
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ปัจจุบันพรรคประชาชนได้ทำงานตรวจสอบอย่างเข้มข้น นำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีอย่าง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล และแกนนำพรรค ซึ่งชี้ให้เห็นแล้วว่าโครงการนี้มีปัญหาทางกฎหมายและผลประโยชน์ขัดกันอย่างชัดเจน ซึ่งตามข้อกฎหมายระบุว่า TOR เปิดช่องให้กระทรวงดีอีเอสสามารถยกเลิกสัญญาได้ทันทีหากกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ การล็อกสเปกเช่นนี้คือขบวนการขโมยอนาคตของคนในวงการไอที ตัดโอกาสการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
"เป้าหมายสูงสุดของเราคือ อยากประหยัดเงินภาษีให้กับประเทศนี้ 1,600 ล้านบาท แต่ถ้า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเอส คิดจะเดินหน้าลุยไฟต่อ ท่านก็ต้องจ่ายราคาที่แพงที่สุดด้วยความน่าเชื่อถือทางการเมืองของท่าน และขอยืนยันว่า เมื่อไหร่ที่มีการเริ่มกระบวนการลงทะเบียนระบบ นั่นจะเป็นกำหนดการเดดไลน์ที่พวกเราจะไปยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ทันที" น.ส.รักชนก กล่าวและว่า ในสัปดาห์หน้า วันที่ 18 มิ.ย. กมธ.จะประชุมร่วมกับ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โดยจะร่อนหนังสือเชิญ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีดีอีเอส, ปลัดกระทรวง, คณะกรรมการยกร่าง TOR ตลอดจนตัวแทนจาก ป.ป.ช. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มาร่วมประชุมเพื่อหาข้อสรุปอย่างตรงไปตรงมา จึงขอเชิญรัฐมนตรีมาร่วมประชุมเพื่อแสดงความจริงใจและให้เกียรติสภาฯ รวมถึงประชาชน








