วันที่ 10 มิ.ย.2569 เวลา 09.15 น. ที่รัฐสภา นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโครงการ TH-AI PASSPORT ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในขณะนี้ ว่าในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ กระทรวงดีอีจะจัดเวทีเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว แต่สิ่งที่สร้างความเคลือบแคลงใจให้กับสังคมคือ การที่ปลัดกระทรวงดีอีออกมายอมรับเองว่า แม้จะรับฟังความคิดเห็นไปแล้วก็ไม่สามารถแก้ไขรายละเอียดใดๆ ในเงื่อนไขการประกวดราคา (TOR) ได้อีก เนื่องจากมีการลงนามในสัญญาไปเรียบร้อยแล้ว
“ทุกคนเลยงงว่า ในเมื่อแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว จะจัดเวทีรับฟังไปทำไม หลายคนจึงตั้งข้อสังเกตว่านี่คือกระบวนการดึงคนในวงการเข้าไปเพื่อสร้างความชอบธรรม หรือ ‘ฟอกขาว’ ให้กับโครงการเท่านั้น ทั้งที่จริง ๆ ควรจะฟังเสียงประชาชนและคนในอุตสาหกรรมตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ สะท้อนชัดว่าโครงการนี้ไม่ได้เริ่มจากความต้องการของประชาชน แต่เริ่มจากมีเงินเหลือในกองทุนแล้วหาทางเอาออกมาใช้” นายภาวุธ กล่าว
นายภาวุธ กล่าวว่า หากเจาะลึกไปที่เงื่อนไข TOR แม้ทางรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอีจะระบุว่าเป็นโครงการที่เปิดกว้าง แต่ในกรอบรายละเอียดกลับกำหนดเงื่อนไขว่า บริษัทที่จะเข้าร่วมประมูลต้องเคยรับงานที่มีมูลค่าสูงถึง 400 ล้านบาทขึ้นไป ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในประเทศไทยมีบริษัทเทคโนโลยีที่เข้าข่ายเกณฑ์นี้ไม่เกิน 15 บริษัทเท่านั้น และทั้งหมดล้วนเป็นกลุ่มที่รู้จักมักคุ้นกันดี นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดเงื่อนไขแปลกๆ เช่น ต้องมีการซื้อสื่อโฆษณานอกบ้าน และสื่อในร้านสะดวกซื้อ ทำให้ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ที่ชนะการประมูลอาจเป็นคนเดียวกับคนที่ร่วมเขียน TOR นี้ขึ้นมาเอง พฤติกรรมเช่นนี้ส่อเจตนาฮั้วประมูล ปิดกั้นโอกาสของผู้ประกอบการเทคโนโลยีระดับกลางรายอื่นๆ
นายภาวุธ กล่าวต่อว่า โครงการ TH-AI PASSPORT เป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะจากการตรวจสอบพบว่า มีโครงการลักษณะเดียวกันนี้อีกเป็น 10 โครงการในกลุ่มกระทรวงดังกล่าว โดยมีหน้าตาของผู้ประกอบการรายเดิมๆ เวียนกันเข้ามาจัดทำราคากลาง ดันราคากลางให้สูงขึ้นกว่าปกติหลายร้อยล้านจนถึงพันล้านบาท ทั้งที่โครงการรูปแบบเดียวกันในกระทรวงอื่นมีราคาต่ำกว่ามาก จากนั้นก็จะสลับกันได้งานเพื่อรับกำไรส่วนต่างมหาศาล
“เมื่อบริษัทเหล่านี้ได้กำไรจำนวนมาก เม็ดเงินจะถูกส่งต่อไปยังเครือข่ายพรรคการเมือง ซึ่งเราเรียกว่า ‘กลุ่มทุนสีน้ำเงิน’ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบอบสีน้ำเงินที่กำลังครอบคลุมทั้งสภาสูง สภาล่าง และองค์กรอิสระอยู่ในเวลานี้”นายภาวุธ กล่าว
สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยังได้แสดงความกังวลถึงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยพบตัวเลขที่น่าตกใจว่า กระทรวงดีอีได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นสูงที่สุดเมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์กับกระทรวงอื่นๆ โดยพุ่งสูงขึ้นถึง 33% จากปีที่แล้วประมาณ 10,000 ล้านบาท เพิ่มเป็น 13,000 ล้านบาท
“อยู่ๆ กระทรวงนี้ได้เงินเยอะขึ้นมา จะบอกว่าเพราะเรื่องดิจิทัลกำลังมาแรงก็คงไม่ใช่ หรือเป็นเพราะเจ้ากระทรวงเป็นลูกใครหรือไม่ วันนี้พฤติกรรมการทุจริตไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างตึก สร้างสะพาน หรือสร้างถนนแล้ว แต่มันกำลังไหลเข้าสู่โครงการดิจิทัล AI และ Big Data ซึ่งตรวจสอบยากกว่าเดิม”
นายภาวุธ ได้เรียกร้องให้กระทรวงดีอีใช้กลไกภาครัฐเจรจาต่อรองกับคู่สัญญาเพื่อปรับแก้ไขรายละเอียดโครงการแรกนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และขอให้ชะลอเม็ดเงินในเฟสที่ 2 มูลค่าอีก 900 ล้านบาท ไว้ก่อน ซึ่งขณะนี้พรรคประชาชนได้จัดทีมติวเข้ม สส. ใหม่ เพื่อแบ่งทีมตรวจสอบงบประมาณปี 2570 อย่างละเอียด และจะนำประเด็น “การโกงกินดิจิทัล” นี้ ไปอภิปรายอย่างดุเดือดในสภาอย่างแน่นอน








