วันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุมกรณีการตรวจสอบโครงการ Thailand AI Passport โดยระบุว่าในวันนี้คณะกรรมาธิการได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2 หน่วยงาน คือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และกรมบัญชีกลาง เข้ามาชี้แจงรายละเอียดการใช้งบประมาณจากกองทุนจำนวน 1,600 ล้านบาท ในโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย หรือ Thailand AI Passport
ซึ่งก่อนหน้านี้ทางคณะกรรมาธิการได้ทำหนังสือไปยังทั้ง 2 หน่วยงานเพื่อให้จัดเตรียมรายละเอียดเอกสารมาชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ปรากฏว่าทั้งกระทรวงดีอีและกรมบัญชีกลางกลับไม่ได้นำเอกสารใด ๆ มาแสดงต่อคณะกรรมาธิการเลยแม้แต่แผ่นเดียว และใช้การชี้แจงด้วยวาจาแทนทั้งหมด
โดยจากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นพบประเด็นที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการตั้งราคากลางและความสัมพันธ์ของกลุ่มผู้เสนอราคา ซึ่งกระทรวงดีอีระบุว่าได้เชิญบริษัททั้งหมด 8 บริษัทเข้าร่วมเสนอราคากลาง แต่มีเพียง 3 บริษัทที่ตอบยืนยันกลับมา ที่น่าสังเกตคือทั้ง 3 บริษัทนี้ได้ร่วมกันกำหนดราคากลางโดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กับอีก 1 บริษัท และสุดท้ายหนึ่งในบริษัทกลุ่มนี้ก็เป็นผู้ชนะการประกวดราคา โดยเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียง 1.5% เท่านั้น
นอกจากนี้ เมื่อกรรมาธิการสอบถามไปยังกรมบัญชีกลางถึงบทบาทในการตรวจสอบการสืบราคากลาง ทางกรมบัญชีกลางกลับปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยระบุว่าการสืบราคากลางเป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงดีอีเพียงผู้เดียว ประเด็นนี้สร้างข้อสงสัยอย่างมากว่าเหตุใดกรมบัญชีกลางซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการกำดูแลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ถึงไม่สามารถตรวจสอบที่มาและรายละเอียดของราคากลางได้อย่างละเอียด
ขณะที่ในส่วนของบริษัททั้ง 3 รายที่เข้ามาเกี่ยวข้องนั้น คณะกรรมาธิการยังไม่ได้รับรายละเอียดที่เป็นลายลักษณ์อักษรว่ามีความสัมพันธ์เชื่อมโยงทางด้านเส้นทางการเงินกันหรือไม่ ซึ่งหากพบว่ามีความเกี่ยวข้องกันจริงอาจเข้าข่ายการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือ พ.ร.บ.ฮั้วประมูล
ทั้งนี้ นายพิทักษ์เดชได้ตั้งข้อสังเกตและข้อเท็จจริงรวม 3 ประเด็น พร้อมทั้งสั่งการให้ทั้งกระทรวงดีอีและกรมบัญชีกลางจัดทำเอกสารชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรกลับมายังคณะกรรมาธิการภายใน 5 วัน รวมถึงขอรายชื่อคณะกรรมการตรวจรับโครงการเพื่อนำมาตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป
เนื่องจากเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจและยังมีความคลุมเครือในหลายจุด แม้กระทรวงดีอีจะยังยืนยันที่จะดำเนินโครงการนี้ต่อก็ตาม โดยคณะกรรมาธิการจะเร่งตรวจสอบเพื่อรวบรวมหลักฐานยื่นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน








