เมื่อเวลา 13.15 น. วันที่ 4 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรค ภท. มีมติถอนชื่อออกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า ได้มีการหารือกัน ซึ่งมีข้อกังวลจากฝ่ายกฎหมายและผู้ที่ดูเรื่องรัฐธรรมนูญ ทั้งนายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรค ภท. ที่ได้มีการท้วงติงถึงร่างกฎหมายของพรรค พท. ว่าจะมีปัญหาขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีคำวินิจฉัยไว้ว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ห้ามมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง โดยในร่างของพรรค พท.ได้กำหนดไว้ว่า ให้แต่ละจังหวัดไปเลือก ส.ส.ร.ให้เหลือ 3 คน และส่งให้รัฐสภาเป็นผู้เลือกให้เหลือจังหวัดละ 1 คน มองว่า มันอาจจะสุ่มเสี่ยงต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นข้อกังวลของทีมกฎหมายพรรค ภท.
นายภราดร กล่าวว่า ได้มีการหารือกับพรรค พท. ถึงกรณีที่มี สส.ของพรรค ภท. 30 คนไปร่วมลงชื่อในร่างของพรรค พท. ซึ่งมีข้อกังวลในเรื่องข้อกฎหมาย จึงขอใช้สิทธิขออนุญาตไม่สนับสนุนร่างของพรรค พท.เพียงเท่านั้น โดยได้พูดคุยกับพรรค พท.แล้ว ส่วนตัวได้คุยกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค พท. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการพรรค พท.
เมื่อถามถึงกรณี หากพรรค พท.จะนำร่างกลับไปแก้ไข นายภราดร กล่าวว่า ในส่วนของพรรค ภท.ได้บอกข้อกังวลแล้วว่า ข้อกังวลคืออะไร จึงสุดแท้แต่พรรค พท.จะไปพูดคุยกันภายในพรรคว่า มีความเห็นต่อข้อกังวลของพวกตนอย่างไร และจะไปดำเนินการแก้ไขร่างอย่างไรก็สุดแล้วแต่ทางพรรค พท. เมื่อถามย้ำว่า หากมีการแก้ไขในข้อกังวลแล้ว พรรค ภท.จะร่วมลงชื่อหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ขอพิจารณาก่อน แต่จริงๆ ได้มีการหารือกันมาตลอด ซึ่งพรรค ภท.กับพรรค พท.พูดคุยกันมาตลอด หารือกันตั้งแต่วันแรก ได้คุยกับนายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค พท. ซึ่งนายชูศักดิ์บอกว่า พรรค พท.มี 70 คน ไม่สามารถที่จะยื่นได้ ตนก็ยืนยันว่า พร้อมที่จะให้การสนับสนุน แต่เมื่อมีข้อกังวลเช่นนี้ก็ต้องเรียนไปตรงๆ
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะกระทบความสัมพันธ์ในพรรคร่วมหรือไม่ นายภราดร ยืนยันว่า ไม่มี ถ้าจะกระทบคือไม่ได้มีการพูดคุยกัน อย่างนี้อาจจะมีความเข้าใจผิดกันได้บ้าง แต่เมื่อมีการพูดคุยหารือกัน ตนเชื่อว่า ไม่กระทบกระเทือนกัน ซึ่งขอให้แยกส่วนฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร เหมือนที่นายจุลพันธ์ให้สัมภาษณ์ว่า ฝ่ายนิติบัญญัติ ทางรัฐสภาก็ดำเนินการกันไป มีข้อกังวลตรงไหนก็พูดคุยกัน ส่วนฝ่ายบริหารก็ทำงานของฝ่ายบริหารไป








