วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาญัตติขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการรวมพิจารณาญัตติที่เสนอโดย ส.ส. จาก 3 พรรคการเมือง ประกอบด้วย พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ เข้าด้วยกัน
นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายเสนอญัตติโดยระบุว่า จากรายงานการจัดเก็บภาษีช่วง 7 เดือนแรก ซึ่งรวมถึงช่วง 2 เดือนที่มีวิกฤตสงคราม พบว่าสามารถเก็บภาษีได้เกินเป้าถึง 3.1 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้มีเงินคงคลังโดยรวม ณ สิ้นเดือนเมษายนเกือบ 3 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสภาพการคลังไม่ได้ขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ขณะที่ระดับหนี้สาธารณะยังคงอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง อีกทั้งตัวเลขจีดีพีที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ประกาศเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้า พบว่าเศรษฐกิจไทยเติบโต 2.8% ซึ่งสูงกว่าที่ทุกหน่วยงานคาดการณ์ไว้ ดังนั้นแม้การเติบโตอาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวังแต่ก็ถือว่าห่างไกลจากคำว่าวิกฤต
นอกจากนี้เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เผยข้อมูลเงินสำรองระหว่างประเทศซึ่งอยู่ที่ 10 ล้านล้านบาท ถือเป็นระดับที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกและสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์เท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา
นายกรณ์อภิปรายต่อไปว่า หากพิจารณาจากตัวเลขและสภาวะภายในประเทศแล้ว จะเห็นได้ว่าไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤตหรือเป็นปัญหาความมั่นคงที่เป็นวัตถุประสงค์หลักของการออก พ.ร.ก. กู้เงิน หากรัฐบาลมีความกังวลเรื่องค่าครองชีพของประชาชนก็มีแนวทางอื่นที่ดีกว่า เช่น การลดราคาน้ำมันหรือลดภาษีสรรพสามิตเพื่อลดภาระค่าครองชีพโดยตรง
ทั้งนี้การออก พ.ร.ก. ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบระยะยาวต่อประเทศ หากทุกรัฐบาลอ้างสถานการณ์เศรษฐกิจที่ค่อนข้างปกติในปัจจุบันเพื่อออก พ.ร.ก. กู้เงิน ในอนาคตมาตรา 172 และกฎหมายวินัยการเงินการคลังจะไม่มีความหมาย และจะส่งผลให้ทุกรัฐบาลสามารถกู้เงินจนเต็มเพดานหรือออก พ.ร.ก. เพิ่มเติมได้ตลอดเวลา จนสุดท้ายเศรษฐกิจจะไปต่อไม่ได้
“ฝ่ายรัฐบาลอาจบอกว่าฝ่ายค้านมองไม่เป็นวิกฤต แต่รัฐบาลมองว่าเป็นวิกฤตค่าครองชีพ ถือเป็นการเล่นลิ้น การเมืองพอเล่นได้ แต่การคลังไม่ใช่ของเล่น หากมีทัศนคติออก พ.ร.ก. แบบนี้ หากกังวลและห่วงค่าครองชีพประชาชนมีวิธีอื่น โดยเฉพาะลดราคาน้ำมันลดลง ต้นทุนพลังงานลด ไฟฟ้าลดลง ไม่ต้องกู้ เพราะการกู้ทำให้เพิ่มหนี้สินประเทศ และความมั่นคงถูกทำลาย” นายกรณ์ กล่าว








