ผู้การวิศรุฒน์
ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจใดๆ ที่ร่างแก้ไข พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ของพรรคภูมิใจไทย จะไม่แตะต้องสาระสำคัญ ของ พรบ.กลาโหม ปี 2551 เลย ทั้งอำนาจสภากลาโหม ทั้งบอร์ด 7 เสือกลาโหม ด้วยเพราะ พรรคภูมิใจไทยซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพรรคสีน้ำเงิน และถือเป็นพรรคของขั้วอนุรักษ์นิยมที่มีกองทัพเป็นอาวุธ
ประกอบกับจุดยืนของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทย ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับกองทัพ และสนิทสนมกันมาตลอด โดยเฉพาะการสู้รบกับกัมพูชาที่ผ่านมา จนมาถึงการเลือกตั้ง ก.พ. 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย ได้รับเลือกเข้ามาอย่างถล่มทลาย จากเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และการทำหน้าที่กองหนุนสำคัญของกองทัพในการสู้ศึก
จึงมีแค่การอัปเดตให้ทันสมัย เช่นการยกเลิก คำเรียกกรมราชองครักษ์ สมุหราชองครักษ์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ที่อยู่ใน พรบ. กลาโหมฉบับปัจจุบัน เนื่องจากการปรับโครงสร้างและมีกฎหมายในส่วนของหน่วยในพระองค์แล้ว และมีการเพิ่มบทบาทของปลัดกระทรวงกลาโหม มีหน้าที่จัดทำแผนปฏิรูปและพัฒนาประสิทธิภาพของกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานในสังกัด เพื่อให้กองทัพมีความกะทัดรัด ทันสมัย พร้อมรองรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และสามารถสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างและบทบัญญัติบางประการให้สอดคล้องกับบริบทการบริหารราชการในปัจจุบัน
ขณะที่ร่างของพรรคประชาชน ตั้งเป้าที่จะริบอำนาจฝ่ายกองทัพและเพิ่มอำนาจให้กับ รมว.กลาโหม ทำการเสนอลดอำนาจ สภากลาโหม ให้เป็นเพียง “สภาที่ปรึกษา” แทนการเป็นสภาที่มีอำนาจ “ให้มติเห็นชอบ” มีอำนาจเหนือ รมว.กลาโหม ในทุกด้าน ทำให้ รมว. กลาโหมเป็นเสมือนแค่ “ตรายาง” พร้อมเสนอให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างของสภากลาโหมใหม่ จากที่มี 21 คน คือ มี 5 ผบ. เหล่าทัพ คือปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมนายทหารระดับ 5 เสือ แต่ละเหล่าทัพ โดยมีแค่ รอง ผบ. ผู้ช่วย ผบ. และ เสนาธิการเหล่าทัพ ร่วมด้วย อดีตทหารที่เกษียณไปแล้วอีก 3 นาย
โดยพรรคประชาชนมองว่าสภากลาโหม ควรจะเป็นแค่สภาที่ปรึกษาที่ให้คำแนะนำ แต่การตัดสินใจอยู่ที่ รมว.กลาโหม และให้เพิ่มจำนวน ผู้เชี่ยวชาญจาก 3 คน เป็น 5 คน เพื่อเป็นฝ่ายสนับสนุน รมว.กห.
ที่ทำให้ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยส่ง สส.มุ่ง อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส. ราชบุรีอภิปรายคัดค้านร่างแก้ไข พรบ. กลาโหมของพรรคประชาชน ไม่เห็นด้วยกับการให้อำนาจ รมว. กลาโหมในการตัดสินใจเพียงลำพัง แต่ต้องตัดสินใจ ร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อจะได้มีความรอบคอบ โดยมีเป้าหมายเพื่อความมั่นคงของประเทศ
เช่นเดียวกับการเสนอ ลดอำนาจคณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพล หรือบอร์ด 7 เสือกลาโหม ที่มี ฝ่ายการเมือง 2 คนคือ รมว., รมช. และฝ่ายกองทัพ 5 คนคือ ปลัดกระทรวง, ผบ.สส. และ ผบ.เหล่าทัพ 3 เหล่าทัพ
โดยพรรคประชาชนมองว่า ฝ่ายทหาร มีเสียงข้างมากโดยเด็ดขาด ทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายกลายเป็นเรื่องภายในกองทัพที่รัฐบาลเข้าไม่ถึง
ในประเด็นนี้ พรรคภูมิใจไทยไม่แตะไม่แก้ไข เพราะรู้ดีว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องร้อน เพราะในรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยในยุคที่ นายสุทิน คลังแสง เป็น รมว.กลาโหม ต่อด้วย นายภูมิธรรม เวชยชัย เคยพยายามจะแก้ไขมาแล้วแต่ก็โดนผู้บัญชาการเหล่าทัพในยุคนั้นคัดค้าน ทั้งด้วยวิธีการไม่เข้าร่วมประชุม จนที่สุดมีการเปิดอกคุยกัน จนทั้งนายสุทิน และนายภูมิธรรมต้องยอมถอย
โดยเฉพาะในประเด็นที่จะเสนอให้อำนาจนายกรัฐมนตรีสามารถโยกย้ายผู้บัญชาการเหล่าทัพที่ต้องสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับการเตรียมก่อการรัฐประหาร เพื่อเป็นการป้องกันการรัฐประหาร แต่ฝ่ายกองทัพคัดค้าน เพราะเห็นว่าจะเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ฝ่ายการเมือง ใส่ร้าย ฝ่ายทหารด้วยการอ้างว่ามีแผนจะรัฐประหาร เป็นการเปิดช่องสำหรับการกลั่นแกล้งทางการเมืองกันได้
ดังนั้นในรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจึงไม่มีการแตะ หรือเสนอแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้อง ตรงกันข้ามกลับช่วยปกป้องกองทัพ รอการให้อำนาจฝ่ายการเมือง หรือ รมว. กลาโหมจะเป็นช่องโหว่ที่จะทำให้ฝ่ายการเมืองเข้าแทรกแซงกองทัพ
ทั้งนี้เพราะรัฐบาลพรรคสีน้ำเงิน ศึกษาประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา และรู้ดีว่าเหตุผลสำคัญที่กองทัพ ในยุคหลังการรัฐประหารปี 2549 ได้ พรบ. กลาโหมฉบับนี้ 2551 เผื่อมาเป็นเกราะเหล็กในการป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงกองทัพ
โดยเฉพาะหลักการสำคัญในการแต่งตั้งโยกย้ายชั้นนายพลของบอร์ด 7 เสือกลาโหมนี้ คือหากผู้บัญชาการเหล่าทัพไม่ยินยอมที่จะมีการแก้ไขรายชื่อที่เสนอมาฝ่ายการเมือง ก็ไม่สามารถที่จะสั่งการให้แก้ไขได้
ในขณะเดียวกันธรรมเนียมปฏิบัติของผู้บัญชาการเหล่าทัพก็จะไม่แทรกแซงอำนาจกันและกันจึงไม่มีการโหวต เพราะหากโหวตเมื่อใดก็จะเกิดปัญหาความขัดแย้งภายในกองทัพ หรือแม้ผู้บัญชาการเหล่าทัพจะมีความเห็นในทางเดียวกัน ฝ่ายการเมืองก็โหวตแพ้อยู่ดีเพราะมีแค่ 2 เสียง คือ รมว.และ รมช. กลาโหมหรือในบางยุคที่ไม่มี รมช. กลาโหมก็จะมีแค่เสียงเดียว ยิ่งไม่มีผลใน บอร์ดชุดนี้เลย
แต่อย่างไรก็ตาม ในเรื่องบอร์ด 7 เสือกลาโหมนี้ หากมองในมุมของนักวิชาการด้านความมั่นคงแล้วจะเห็นได้ว่าทำให้กองทัพสามารถวางตัวทายาทอำนาจหรือสืบทอดอำนาจในการผูกขาดอำนาจแต่งตั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพ ส่งผลให้เกิดปัญหาภายในกองทัพจากเรื่องของขั้วอำนาจที่ทำให้นายทหารที่เป็นสายขั้วอำนาจที่อยู่ในตำแหน่งก็จะได้รับการเติบโต ในขณะที่นายทหารขั้วอื่นๆ ก็จะไม่มีโอกาสในการเติบโตในตำแหน่งสำคัญ
ขณะที่ร่างแก้ไขฯ ของพรรคประชาชนต้องการเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ให้กองทัพอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือนที่ยึดโยงกับประชาชน ผ่าตัดสภากลาโหมเปลี่ยนเป็นสภาที่ปรึกษา เป็นเพียงคำแนะนำ ไม่ใช่ข้อบังคับที่ส่วนราชการในกระทรวงกลาโหมต้องปฏิบัติตาม
และเสนอให้ใช้ ระบบคุณธรรม 360 องศา แทน “บอร์ด 7 เสือกลาโหม“ โดยใช้การประเมินรอบด้านตามมาตรฐานตำแหน่ง ยึดโยงความรู้ความสามารถมากกว่าสายสัมพันธ์ และให้เป็นอำนาจ รมว.กลาโหม โดยตรง โดยให้คณะกรรมการของแต่ละส่วนราชการคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติ แล้วเสนอตรงต่อ รมว.กลาโหมเพื่อพิจารณาแต่งตั้ง ตัดอำนาจขาดตัว ของผู้บัญชาการเหล่าทัพในการชี้นำโผทหาร
รวมทั้งการเสนอให้ใช้ระบบ ระบบเสนาธิการร่วม (Joint Staff System) เพื่อยกรดับระบบบังคับบัญชา โดยมี รมว. กลาโหมเป็นผู้บังคับบัญชา เพื่อให้การตัดสินใจของเหล่าทัพ ถูกบริหารจัดการอย่างบูรณาการ ตอบโจทย์ภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้อำนาจในการ “ใช้กำลัง” ขึ้นกับรัฐบาล โดยที่เหล่าทัพต่างๆ มีหน้าที่ “เตรียมกำลัง” ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติการร่วมเพื่อการป้องกันประเทศ
รวมถึงการเสนอให้มีการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์แบบรวมการโดยให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ทำหน้าที่ในการพิจารณา และให้อำนาจ รมว. กลาโหมในการตัดสินใจในท้ายที่สุด
ซึ่งในประเด็นนี้กองทัพเคยมีการพิจารณาผลักดันโดยกองบัญชาการกองทัพไทย มาแล้วหลายครั้ง แต่ปัญหาภายในเชิงโครงสร้างระหว่างเหล่าทัพทำให้ บางเหล่าทัพโดยเฉพาะกองทัพบก ซึ่งเป็นเหล่าทัพที่ใหญ่ที่สุด และมีพลังอำนาจแฝงในทางการเมือง ไม่เห็นด้วย
ขณะที่ “บิ๊กดุล” พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ก็อภิปรายยืนยันกลางสภา ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของพรรคประชาชนในหลายประเด็น
โดยเฉพาะบทบาทและความจำเป็นของสภากลาโหม โดยยืนยันว่า แม้ว่า กองทัพและเหล่าทัพ ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายด้านความมั่นคง แต่การกำหนดนโยบายของกระทรวงกลาโหม ไม่ใช่การตัดสินใจโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นระบบการทำงานที่อาศัยการหารือร่วมกัน โดยนำข้อเท็จจริง ปัญหา และข้อเสนอจากผู้เกี่ยวข้องมาพิจารณา เช่นเดียวกับการทำงานของสภากลาโหมที่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของกองทัพและประเทศชาติเป็นสำคัญ
“แม้สามารถดำเนินการได้ แต่ไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม เพราะภารกิจด้านความมั่นคงไม่ใช่เรื่องทดลองผิดลองถูก แต่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยของชาติ ชีวิตกำลังพล และความมั่นคงของประเทศ จึงไม่ควรให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งตัดสินใจเพียงลำพัง” พลโทอดุลย์ กล่าว
“ไม่ต้องห่วงอำนาจหน้าที่ของผม ในฐานะ รมว.กลาโหม เพราะสิ่งที่ผมสนใจคือ สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง” บิ๊กดุลย์ ย้ำ
แม้ว่าในยุคนี้ โอกาสที่ทหารจะก่อการรัฐประหาร มีน้อยมาก และนั่นเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ฝ่ายการเมืองกลัวเกรง แต่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยก็ยังไม่รีบร้อนที่จะล้วงลูกกองทัพ ด้วยการแก้ไขประเด็นสำคัญ พรบ.กลาโหม ฉบับนี้ เพราะตราบใดที่นายอนุทิน มั่นใจได้ว่าทหารจะไม่รัฐประหาร และมั่นใจในสายสัมพันธ์ และแบ็กอัพที่ไม่ธรรมดาของตนเอง แล้ว ก็ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปแหย่เสือหลับ หรือเล่นกับไฟ
ดังนั้น พรบ. กลาโหมจึงเป็นอีกดัชนีชี้วัด หรือสายสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคสีน้ำเงิน ที่ยังคงเป็นไปได้ด้วยดี เพราะถึงอย่างไรกองทัพก็ยังต้องพึ่งพิงพรรคสีน้ำเงิน ในการต่อสู้กับพรรคในทางการเมือง เช่นเดียวกันพรรคภูมิใจไทย ก็ต้องอาศัยกองทัพและขั้วอนุรักษ์นิยม เป็นกองทุนสำคัญในการสู้ศึกเลือกตั้งและครองอำนาจรัฐให้ยาวนานที่สุด
#พรบกลาโหม #กองทัพ #สภากลาโหม #บิ๊กดุลย์ #ภูมิใจไทย #พรรคประชาชน #การเมืองไทย #ข่าวการเมือง #ความมั่นคง #กลาโหม #siamrathonliine








