"เท้ง-ณัฐพงษ์" และ "ไอติม-พริษฐ์" แถลงขานรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคเพื่อไทย ชี้สอดคล้อง 3 หลักการฝ่ายค้าน พร้อมลงชื่อสนับสนุน หวังพลังประชาชนช่วยขับเคลื่อนชั้นกรรมาธิการ ด้านผู้นำฝ่ายค้านเดินหน้าชน "ระบอบสีน้ำเงิน" กินรวบประเทศ แฉส่วยธุรกิจพุ่งสวนทางคำมั่นนายกฯ
วันที่ 27 พ.ค.69 เวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า จากการหารือร่วมกันตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงเมื่อช่วงเช้า สาระสำคัญของร่างพรรคเพื่อไทยถือว่าสอดคล้องกับ 3 หลักการที่พรรคประชาชนยึดถือ คือ 1.การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่าง (สสร.) 2.การวางกติกาเพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจ และ3.การไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้กับสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
"เราพร้อมจะลงชื่อสนับสนุนร่างดังกล่าว เพื่อให้มีเสียงกึ่งหนึ่งเพียงพอในการเสนอเข้าสู่วาระที่ 1 อย่างไรก็ตาม เรายังคงรอรายละเอียดของร่างฉบับเต็มจากพรรคเพื่อไทย เพื่อพิจารณาในขั้นตอนสุดท้ายอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะส่งมาให้ภายในเร็ววันนี้" นายพริษฐ์ กล่าว
เมื่อถามถึงความแตกต่างและเหตุผลที่พรรคประชาชนยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถึง 2 ร่าง นายพริษฐ์ กล่าวว่า เป็นผลมาจากอุปสรรคทางข้อกฎหมายจาก คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ระบุว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ แม้พรรคประชาชนจะไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าขัดหลักประชาธิปไตย แต่เพื่อความไม่ประมาท จึงจำเป็นต้องยื่นไป 2 ร่าง เพื่อเป็นหลักประกันทางเทคนิคว่าอย่างน้อยจะมี 1 ร่างที่สอดคล้องกับ 3 หลักการหลัก ได้ถูกบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา โดยหวังว่าประธานรัฐสภาจะวินิจฉัยบรรจุทั้ง 2 ร่าง สำหรับปกรอบเนื้อหา ย้ำว่าร่างของพรรคยึดตามโครงเดิมที่เคยเสนอเข้าสู่วาระที่ 1 เมื่อปลายปีที่แล้ว คือกำหนดไว้ชัดเจนว่า "ต้องไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและรูปแบบของรัฐ" ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติในมาตรา 255 ของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ไม่ได้เป็นการตอบคำถามเจาะจงในเรื่องของหมวด 1 หรือหมวด 2 แต่อย่างใด
ด้าน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงโครงสร้างปัญหาทางการเมืองในปัจจุบันว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ "ระบอบสีน้ำเงิน" หรือกลุ่มก้อนการเมืองที่เป็นคนส่วนน้อยในสังคม แต่กำลังกินรวบประเทศทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ผ่านช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญปี 2560 เช่น กระบวนการได้มาซึ่ง สว. ที่สังคมยังคงตั้งคำถาม
นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ ยังได้ตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการปราบปรามการทุจริตของรัฐบาล ว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะประกาศบนหลายเวทีว่าพร้อมจัดการเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตอย่างเด็ดขาด แต่ในความเป็นจริง ดัชนีชี้วัดการทุจริตคอร์รัปชันของประเทศกลับตกต่ำลงทุกปี และยังมีข่าวปรากฏต่อเนื่องว่าภาคธุรกิจต้องยอมจ่ายเงินสินบนหรือส่วยในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ
หัวหน้าพรรคประชาชน ย้ำว่า ทางออกที่แท้จริงของประเทศไม่ใช่แค่การรอให้มีการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่คือการแก้ไขกติกาสูงสุดอย่างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง อย่างไรก็ตามส่วนจุดยืนในการลงประชามติของประชาชนว่า พรรคพร้อมรณรงค์ให้ "ผ่าน" หากในชั้นรัฐสภาสามารถผลักดันให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาดี มีความยึดโยงกับประชาชน ไม่ผูกขาด และได้ สสร. ที่มาจากประชาชนมากที่สุด และพร้อมรณรงค์ให้ "ไม่ผ่าน (คว่ำ)" หากเนื้อหาในท้ายที่สุดขัดหรือแย้งต่อระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง หรือเป็นการเพิ่มสิทธิพิเศษให้กลุ่มทุนและผู้มีอำนาจ
นายณัฐพงษ์ ได้ชี้แจงถึงการตัดสินใจจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยในอดีตตามข้อตกลง MOA ว่า เป็นการตัดสินใจโดยเอาประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้ง เพื่อต้องการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งในขณะนั้นไม่มีใครคาดการณ์ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ แต่เมื่อผลลัพธ์ออกมาแล้ว พรรคประชาชนก็พร้อมเคารพเสียงของประชาชนและเดินหน้าสร้างทางออกที่ดีที่สุดให้ประเทศต่อไป








