ยอมถอดแล้ว! ศาลสั่งปลดกำไล EM "ครูนาฏศิลป์" จำเลย ม.112 หลังทนติดนานปีครึ่งจนแผลกดทับ-วอนคืนชีพงานแสดง
ศาลอาญาอนุญาต “กร” ครูนาฏศิลป์ จำเลยคดี ม.112 ถอดอุปกรณ์ EM หลังติดนาน 1 ปี 8 เดือน จนเกิดแผลกดทับที่ข้อเท้า สูญเสียรายได้จากงานแสดง
.
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 “กร” (นามสมมติ) ครูสอนนาฏศิลป์จากจังหวัดชัยนาทวัย 31 ปี ได้เดินทางไปยังศาลอาญา รัชดาฯ เพื่อถอดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการประกันตัวชั้นพิจารณาคดีและชั้นอุทธรณ์ ในคดีมาตรา 112 ภายหลังจากทนายความยื่นคำร้องขอถอด EM เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 โดยศาลอาญามีคำสั่งอนุญาต ทำให้เขาได้ถอด EM หลังจากที่ติดมานานกว่า 1 ปี 8 เดือนเศษ จนได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและการงาน
.
.
“กร” ต้องติดอุปกรณ์ EM มาตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2567 หลังจากถูกสั่งฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากกรณีถูกกล่าวหาว่าคอมเมนต์ใต้โพสต์ข้อความพร้อมภาพรัชกาลที่ 10 ในเพจเฟซบุ๊ก “KTUK-คนไทยยูเค” ช่วงปี 2564
.
แม้ในวันสั่งฟ้อง กรได้รับการประกันตัวและทำสัญญาประกันแล้ว แต่เขายังไม่ถูกปล่อยตัว เนื่องจากเจ้าหน้าที่ศาลแจ้งว่าต้องมีญาติซึ่งอาศัยอยู่บ้านเดียวกันและมีชื่อในทะเบียนบ้านเดียวกันมาลงลายมือชื่อในเอกสารการติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ด้วย กรซึ่งภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดชัยนาท และเขาเดินทางมาฟังคำสั่งฟ้องเพียงลำพัง จึงไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้อย่างครบถ้วน ส่งผลให้กรต้องถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรอญาติเดินทางมายื่นเอกสาร จนกระทั่งดำเนินการเสร็จสิ้นจึงได้ติด EM และปล่อยตัวจากเรือนจำในวันที่ 16 ก.ย. 2567 รวมแล้วถูกคุมขัง 5 วัน
.
ต่อมาในวันที่ 21 เม.ย. 2569 กรถูกพิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา และในวันเดียวกันศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ โดยมีหนึ่งในเงื่อนไขคือ “ให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์”
.
จากนั้นเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 ทนายความยื่นคำร้องขอถอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ต่อศาลอาญา ระบุเหตุผลโดยสรุปดังนี้
.
ปัจจุบันจำเลยประกอบอาชีพเป็นครูสอนวิชาศิลปะและดนตรีที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยนาท ซึ่งการติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ส่งผลกระทบในการเดินทางเข้าร่วมการแข่งขันประกวดดนตรีและศิลปะที่โรงเรียนได้เข้าร่วม จำเลยไม่สามารถเข้าร่วมทั้งกิจกรรมที่จัดขึ้นในโรงเรียนได้ เนื่องจากติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM)
.
นอกจากนี้ EM ที่ติดบริเวณข้อเท้าจำเลยตลอดเวลาก่อให้เกิดแผลกดทับ ซึ่งสร้างความเจ็บปวดทางร่างกายและส่งผลกระทบต่อจิตใจที่ต้องบาดเจ็บตรงบริเวณดังกล่าวซ้ำ ๆ มาเป็นระยะเวลานาน
.
จำเลยไม่เคยผิดเงื่อนไขที่ศาลกำหนด และสามารถปฏิบัติตามคำสั่งศาลโดยเคร่งครัด ประกอบกับจำเลยมีอาชีพครู ซึ่งมีถิ่นที่อยู่แน่นอน ไม่มีพฤติการณ์หลบหนีหรือจะไปก่อเหตุร้ายประการใด เงื่อนไขดังกล่าวกระทบต่อการเดินทางไปปฏิบัติภาระงานและสุขภาพของจำเลย จึงขอให้ศาลยกเลิกเงื่อนไขที่กำหนดให้ติด EM เพื่อให้จำเลยสามารถกลับไปประกอบอาชีพสุจริตได้อย่างไม่ถูกตั้งข้อรังเกียจเพราะเหตุที่ต้องติด EM
.
ในวันเดียวกัน (21 พ.ค. 2569) ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาต จากนั้น “กร”เดินทางมาจากจังหวัดชัยนาท เพื่อมาถอดอุปกรณ์ EM เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมาแล้ว
.
.
⭕️ คุยกับ “กร”: 1 ปี 8 เดือนที่ต้องปกปิดข้อเท้าด้วยถุงน่องและกางเกงขายาวตลอดเวลา จากคนเคยอยู่กับเวทีมาตลอด สูญเสียรายได้งานแสดง จากข้อจำกัดของ EM
.
“ตอนแรกที่ติด EM ผมจิตตกมาก สภาพจิตใจแย่มาก แรก ๆ ผมไม่รู้จะทำยังไง มันกังวลว่าใครจะเห็นขาเราไหม คือเราอยู่กับเวทีมาตลอด พอเราใส่ EM ปุ๊บ มันมีข้อจำกัดแล้ว เหมือนเราอยู่ในบล็อก ออกไปไหนไม่ได้ เลยเครียด หงุดหงิด รำคาญไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง
.
“การติด EM มันเหมือนผมถูกขังอย่างหนึ่งเหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่เราอยู่ข้างนอกนะ มันขังบางอย่างที่เราเคยทำ ให้เราทำไม่ได้ เหมือนถูกเอาความสามารถส่วนหนึ่งออกไปจากเราแทบจะหมดเลย” กรเล่าความรู้สึกในช่วงปี 2567 ที่เขาเริ่มถูกติด EM ที่ข้อเท้า และต้องใส่ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลากว่า 1 ปี 8 เดือน
.
ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดสำหรับเขาคือการสูญเสียรายได้ ก่อนหน้านี้เขามีงานพิเศษจากการรับงานแสดง (รำ) ซึ่งมีรายได้ต่อเดือนราว 3-4 หมื่นบาท งานมีเกือบทุกเย็นและรวมถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่เมื่อติด EM การรับงานทั้งหมดก็ถูกหยุดลง (เนื่องจาก EM ติดบริเวณที่ข้อเท้า) ส่งผลให้เงินไม่พอใช้และกระทบรายได้อย่างมาก จนต้องปรึกษาทนายความอยู่บ่อยครั้งว่าเมื่อไหร่จะได้ถอด EM
.
ชีวิตประจำวันและงานประจำในฐานะครูที่โรงเรียนของกร ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะใช้ชีวิตได้เหมือนปกติ เพราะมีอะไรหลายอย่างที่ถูกจำกัด บางอย่างก็ทำได้ แต่บางอย่างก็ทำไม่ได้
.
“ปกติผมชอบใส่กางเกงขาสั้นนะ แต่พอติด EM มา ผมไม่ได้ใส่กางเกงขาสั้นออกไปข้างนอกเลย เพราะว่าผมใส่ถุงน่องดำ หรือบางทีก็ถุงเท้าดำ แล้วก็คลุมกางเกงขายาวตลอดครับ ส่วนหนึ่งก็คือกลัวเจอผู้ปกครองด้วย เพราะว่าโรงเรียนมันอยู่กลางชุมชนอ่ะ ผมกังวลนะ กลัวว่าจะมีใครเห็นไหม”
.
นอกจากนี้งานกิจกรรมที่โรงเรียน ก็ไม่สามารถแต่งกายที่เป็นขาสั้นได้ เช่น การเล่นกีฬากับครู หรือการแต่งชุดลูกเสือ เพราะเขาต้องระวังไม่ให้คนอื่นเห็นข้อเท้า ทำให้เขาต้องใส่กางเกงขายาวและปกปิด EM ด้วยถุงเท้าแทบจะตลอดเวลา
.
“มีครั้งหนึ่งที่จำเป็นต้องใส่ชุดลูกเสือ ก็เลยแก้ปัญหาด้วยการเอาถุงน่องย่น ๆ ลงมาปิด แล้วก็บิด EM ไปข้างหลังส้นเท้า ซึ่งมันก็คือเจ็บมาก แต่ก็ต้องทนนะ” กรเล่าให้ฟัง
.
นอกจากข้อจำกัดทางสังคมแล้ว EM ยังทิ้งร่องรอยทางร่างกายไว้ ตรงข้อเท้าของกรเป็นแผลบ่อยครั้ง เพราะเมื่อชาร์จแบตเตอรี่ เครื่องจะร้อนจนทำให้เกิดอาการคัน จนเผลอไปเกาจนเกิดแผล หนังบริเวณนั้นก็ลอกออกมา
.
“ตรงข้อเท้าที่ติด EM เป็นแผลบ่อยมากเลย เพราะพอเวลาไปชาร์จมันจะร้อน พอร้อนแล้วก็จะคัน ทีนี้เราก็เอามือไปเกา พอเวลา EM บิดไปบิดมา บางทีหนังตรงนั้นก็ลอกออกมาเลย ผมก็ซื้อยาทาเอาครับ”
.
.
ด้านปัญหาทางเทคนิค EM ก็เป็นอุปสรรคสำหรับเขาเช่นกัน เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา เขาต้องไปเปลี่ยนสายชาร์จ เพราะมีปัญหาชาร์จแบตไม่เข้า “ตอนอยู่โรงเรียน สักช่วงบ่าย ๆ แบตมันหมด แต่เรานั่งชาร์จไม่ได้เพราะต้องเดินสอนบ้าง เดินไปนู่นไปนี่บ้าง ก็เลยต้องแอบ ๆ หาที่ไปชาร์จแบตในห้องเรียน” ศูนย์ EM ของศาล ไม่ได้โทรมาหากรบ่อยนัก ส่วนใหญ่จะโทรมาถ้าสัญญาณหายไปประมาณ 3 ชั่วโมง กรก็จะตอบเขาไปว่าตอนนั้นทำอะไรอยู่
.
ท่ามกลางความยากลำบาก กรยังได้รับกำลังใจจากคนรอบข้าง ทั้งแฟนและครอบครัวที่เข้าใจและเป็นห่วง รวมถึงผู้อำนวยการโรงเรียนที่เข้าใจและให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี โดยบอกให้เขาจัดการตัวเองให้เรียบร้อย
.
“จริง ๆ ผมยื่นขอลาออกไป 2 รอบ แต่เขาบอกว่าไม่ให้ออก เพราะว่าแค่ใส่ EM ทำงานได้อยู่แล้ว มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกัน เขาเข้าใจผมนะ ให้ลางานไปศาล ช่วงโดนคดีแรก ๆ ผมลางานแทบทุกเดือน เขาก็เข้าใจ”
.
ด้วยความกังวลว่าการติด EM จะส่งผลกระทบต่องานในโรงเรียน ประกอบกับความกังวลเรื่องคำพิพากษา เป็นเหตุให้เขายื่นขอลาออกไปทั้งสองครั้งดังกล่าว แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ออก และเขาก็ได้รับการประกันตัวออกมา
.
วันที่ทราบว่าศาลอนุญาตให้ถอด EM กรรู้สึกดีและและตกใจในเวลาเดียวกัน “อ้าว ใช่เหรอ ได้ถอดแล้วเหรอ” แต่เมื่อกรถูกถามว่าชีวิตกลับมาเป็นปกติแล้วหรือไม่ กรตอบมาอย่างเรียบง่ายว่า “มันก็คือแค่ใส่ขาสั้นได้ แค่นั้นเองครับ”
.
สภาพจิตใจที่เราเสียไปก่อนหน้านั้น มันไม่ได้แล้ว บวกกับงานที่เราเสียไป มันค่อนข้างที่จะฟื้นยากอยู่เหมือนกัน คงจะต้องใช้เวลาหน่อย “ผมเคยรับงาน มีคนมาหางานเราตลอด ตอนนี้ก็คือหายไปแล้ว เขาก็ไปจ้างคนอื่นแทน”
.
การเยียวยาบาดแผลทางใจและโอกาสที่ขาดหายไปสำหรับกร คงต้องใช้เวลาอีกสักพักจนกว่าชีวิตจะกลับมาเป็นดังเดิมอีกครั้ง แต่ในสุดท้ายแล้ว คดีของเขาอาจจะไม่จบลงที่ศาลชั้นต้น และต้องสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อ
.
.
จากการติดตามข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2561 เป็นต้นมา กระทรวงยุติธรรมและศาลยุติธรรม เริ่มนำ “EM” (Electronic Monitoring Center) เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องติดตามตัว และใช้แทนการวางหลักทรัพย์จำนวนมากสำหรับประกันตัวผู้ต้องหาในคดีอาญาและคดียาเสพติด เพื่อให้คนที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจสามารถเข้าถึงสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการต่อสู้คดีต่าง ๆ ได้ จนในช่วงปี 2564 พบว่าศาลเริ่มใช้ดุลยพินิจในการสั่งติดกำไล EM กับผู้ต้องหาในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการเคลื่อนไหวเรียกร้องทางการเมืองมากขึ้น โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้กำไล EM แทนหลักทรัพย์ในการประกันตัวแต่อย่างใด
.
ในคดีมาตรา 112 ที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นประชาชนทั่วไป ไม่ใช่นักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวทางการเมือง พบว่าโดยปกติในการประกันตัวชั้นสั่งฟ้องต่อศาลนั้น ไม่ได้มีการให้ติดอุปกรณ์ EM มากนัก แต่พบว่าในช่วงปี 2567 มีคดีของ “กร” และ “แฟนต้า” (นามสมมติ) ซึ่งถูกฟ้องที่ศาลอาญา ที่ศาลกำหนดให้ติดกำไล EM ในการประกันตัว แม้ทั้งสองคนยังไม่ได้ถูกพิพากษาแต่อย่างใด
.
ปัจจุบันยังมีนักกิจกรรมประชาชนที่ถูกดำเนินคดีที่สืบเนื่องมาจากชุมนุมและแสดงออกทางการเมือง ที่ถูกศาลกำหนดเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์ EM อยู่อย่างน้อย 11 ราย โดยมีทั้งกรณีที่ถูกให้ใส่อุปกรณ์ในการประกันตัวระหว่างพิจารณาในศาลชั้นต้น เช่น กรณีของ “ไดโน่” และ “ยาใจ” จากกลุ่มทะลุฟ้า ในคดี #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ซึ่งยังรอนัดสืบพยานที่ศาลอาญา ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569
.
หรือกรณีที่ถูกให้ใส่ EM ในระหว่างการประกันตัวในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา เช่น กรณี 4 ผู้ชุมนุมทะลุแก๊ส ที่ได้รับการประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ในคดี #ราษฎรเดินไล่ตู่, กรณีพิมชนก ที่ได้ประกันตัวชั้นฎีกาในคดีมาตรา 112 ที่จังหวัดเชียงใหม่ หรือกรณีอานนท์ (สงวนนามสกุล) จำเลยจากเหตุชุมนุมบริเวณแยกดินแดงปี 2564 ที่ถูกติด EM มาตลอดตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นฎีกา เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 4 ปี 8 เดือนแล้ว
#มาตรา112 #คดีม112 #ม112 #กำไลEM #ถอดEM #ศาลอาญา #ครูนาฏศิลป์ #สิทธิมนุษยชน #ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน #ข่าวการเมือง #ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม #ประกันตัว #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #ชัยนาท #เสรีภาพในการแสดงออก #นักกิจกรรมทางการเมือง








