วันที่ 25 พ.ค.69 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวถึงสถานการณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามผลประชามติ เมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 ที่ผ่านมาระบุว่า ...พูดกันด้วยความจริงฝ่ายที่มีคะแนนเสียงอันดับหนึ่งทั้งในสภาสูงและสภาล่าง เป็นเสียงข้างมากในรัฐสภา ย่อมมีข้อได้เปรียบในการกำหนดกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะที่มาของส.ส.ร. และกรรมาธิการยกร่าง รวมทั้งเนื้อหาของรัฐธรรมนูญใหม่ ที่จะผ่านส.ส.ร.เพื่อลงประชามติ
สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวาระแรกของการแก้ ม.256 คือร่างของภูมิใจไทยจะเป็นร่างหลัก แต่ผมเรียกร้องว่าที่ประชุมควรรับทุกร่างของทุกพรรค เพื่อรักษาบรรยากาศทางการเมือง ให้การเริ่มต้นแก้รัฐธรรมนูญเป็นไปโดยสมานฉันท์
ชั้นกรรมาธิการจะมีข้อถกเถียงอย่างเข้มข้นเรื่องที่มาส.ส.ร. แต่ในที่สุดทั้งกรรมาธิการ และรัฐสภาจะมีมติเห็นชอบตามแนวทางที่พรรคภูมิใจไทยและส.ว.สีเดียวกันต้องการ เพราะนับยังไงเสียงส.ว.กับภูมิใจไทยก็มีเกินครึ่ง
ส.ส.ร.และกรรมาธิการยกร่างเสียงข้างมากจะถูกตั้งขึ้นตามมติสีน้ำเงิน การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเพิ่มอุณหภูมิทางการเมืองให้ร้อนแรงแต่ไม่มีสถานการณ์แตกหัก เพราะเป็นขั้นตอนในระบบรัฐสภา ในที่สุดจะเกิดร่างรัฐธรรมนูญตามแนวอนุรักษ์นิยม
อ่านให้สุดทาง ภายใต้กระบวนการของรัฐสภาชุดนี้ อาจได้รัฐธรรมนูญใหม่ฉบับ 2560 พลัส เติมเต็มจากของเดิมที่ดร.มีชัยและคณะร่างไว้
หากเป็นเช่นนั้นถึงที่สุดฝ่ายเสรีนิยมอาจรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเสียเอง
พูดเป็นภาษามวยคือ เข้าร่องแข้งอนุรักษ์นิยมเต็มๆ
แก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ ไม่ผ่านประชามติ ได้รัฐธรรมนูญ 2560 ของเก่าพะยี่ห้อคสช. ผลประชามติที่เห็นชอบให้แก้รัฐธรรมนูญ 21 ล้านเสียงน่าจะสิ้นสุด เพราะรัฐสภาดำเนินการยกร่างใหม่แล้วแต่ไม่ผ่านประชามติรอบสุดท้าย
แก้รัฐธรรมนูญสำเร็จ ผ่านประชามติ ได้รัฐธรรมนูญ 2560 พลัส ของใหม่ใส่เครดิตรัฐสภาจากรัฐบาลเลือกตั้ง
มองยังไงฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีแต่กำไร ไม่ก็เสมอตัว
อยู่ๆพลังสีน้ำเงินก็เติบโตก้าวกระโดด จนชนะเลือกตั้งถล่มทลาย เลยเดินง่ายแบบนี้
ส่วนใครไปเดินหลงเกมใครเขาบ้างหรือเปล่า
ผมไม่ทราบครับ








