“หัวหน้าพรรคประชาชน” เดินหน้าทำหน้าที่ฝ่ายค้านไม่หวั่นความเสี่ยงทางกฎหมาย ท้วงติง "อนุทิน" กรณีภาพ ครม. ร่วมวงประชุมองคมนตรี ชี้ผิดหลักการระบอบประชาธิปไตยฯ แนะนายกฯ ต้องรับผิดชอบนโยบายและ "ดันฟ้าให้ขึ้นสูง" แยกสถาบันฯ ออกจากการวิจารณ์ทางการเมือง
วันที่ 21 พ.ค.2569 เวลา 09.00 น.ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงบทบาทหน้าที่ขององคมนตรีและการทำงานฝ่ายบริหาร ในการเข้าร่วมประชุมกับ บกปภ.ช. เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา ว่า เราต้องคงการที่ถูกต้องตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การแสดงบทบาทของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร ที่ไม่ควรที่จะนำตัวแทนหรือสถาบันมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการตัดสินใจนโยบายสาธารณะโดยตรง เพราะทุกการตัดสินใจล้วนต้องมีการรับผิดและรับชอบ หากเกิดการตัดสินใจใดๆ ที่ผิดพลาด อาจจะกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนและพรรคประชาชนมีความเป็นห่วงในส่วนนี้ ซึ่งเราเองมีการสื่อสารไปแล้วเมื่อวาน (20 พ.ค. 2569) ว่าจริงๆการกระทำแบบนี้ของตัวนายกรัฐมนตรี อาจจะไม่มีความเหมาะสม ตนเข้าใจดี เห็นว่าหลายส่วนก็แสดงความคิดเห็นว่าการแสดงประชุมลักษณะนี้ที่มีองค์การมนตรีเข้าร่วม ดำเนินการมาแล้วหลายปีแล้ว แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ตนคิดว่าต้องถามหลักการให้ตรงกันก่อน คำถามนี้ควรจะต้องส่งตรงไปยังนายกรัฐมนตรี ว่าตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คิดเห็นอย่างไรกับการกระทำของตัวเอง เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ในระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
”มันเป็นหลักการที่ไม่ถูกต้อง ผมก็ไม่คิดว่าอะไรที่ไม่ถูกต้อง ที่เคยทำต่อเนื่องมาแล้วในอดีต ตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช. จะต้องทำสืบเนื่องต่อไป อยากเห็นการปรับปรุงการทำงานของนายกรัฐมนตรีที่ดีกว่านี้“ นายณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถามว่าทางพรรคมองว่าเหมือนองคมนตรีมาสั่งการใช่หรือ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า แม้จะใช้เหตุผลว่าการประชุมอาจจะมาให้สติ หรือการแสดงความคิดเห็นความเป็นห่วงก็ตามแต่ แต่ถ้ามาร่วมประชุมโดยตรง แล้วเกิดการตัดสินใจดำเนินนโยบายใดผิดพลาด อาจจะกระทบกระเทือนต่อองคมนตรี ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยตรงองค์พระมหากษัตริย์ได้ ซึ่งอาจจะส่งผลสะเทือนต่อสถาบัน จริงๆ เราอยู่ภายใต้ระบบการปกครองนี้ นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารสูงสุดต้องเป็นผู้รับสนองทุกอย่าง ต้องป้องกันไม่ให้สาธารณะมีข้อคิดเห็นใดๆ ที่จะกระทบกระเทือนถึงพระองค์ท่านได้ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบทุกอย่างในการตัดสินใจดำเนินนโยบายสาธารณะทุกเรื่อง เป็นหลักการพื้นฐานของประเทศที่อยู่ภายใต้ระบบการปกครองแบบนี้ และตนก็มีความคิดเห็นว่าบุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากไม่ควรห้อยหรือโหนฟ้ามาลงต่ำ อีกหนึ่งกรณีเช่นเดียวกันก็คือพอดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ต้องใช้อำนาจของตัวเองทุกช่องทางในการดันฟ้าให้ขึ้นสูง
“ถ้าเราคงระบอบการปกครองในประเทศนี้ให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับสังคมไทยอย่างมั่นคงสถาพร การที่จะทำให้ตัวสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการดำเนินนโยบายสาธารณะ ที่เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารโดยตรง เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีพึงกระทำ” นายณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถามว่าการประชุมนี้อาจจะเกี่ยวเนื่องกับโครงการพระราชดำริ ที่รัฐสภาเองก็ผ่านงบประมาณไปแล้ว เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทุกๆ โครงการของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการพระราชดำริ หรือโครงการใดๆ ก็ตาม ตราบใดที่เป็นการใช้งบประมาณแผ่นดิน เงินแผ่นดิน รัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับผิดรับรับผิดชอบโดยตรง โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ซึ่งทุกโครงการย่อมมีทั้งผลดีและผลเสีย ผู้ได้และผู้เสีย สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ควรมาอยู่ตรงกลางระหว่างข้อคิดเห็นที่อาจมีความขัดแย้งในสังคมในส่วนนี้ ดังนั้น เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่ต้องทำเรื่องนี้ให้ถูกต้อง
เมื่อถามว่าในโพสต์ของพรรคประชาชนใช้คำว่าละเมิดหลักการ เพราะว่ามีการให้ข้อสั่งการ แต่ตามรายงานข่าวองคมนตรีมาสังเกตการณ์ หรือให้ข้อเสนอแนะ เหตุใดถึงใช้คำว่าข้อสั่งการ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อยู่ที่เราต้องระมัดระวังเรื่องของสายตาประชาชนหรือสายตาของสาธารณะ ที่มองเข้ามา นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ทุกอย่างที่จะป้องกันไม่ให้สังคมมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าตกลงแล้ว องคมนตรีหรือสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงกับการตัดสินใจนโยบายสาธารณะหรือไม่ การที่มีภาพปรากฏว่ามาร่วมประชุม สำหรับตนก็อาจจะสร้างข้อท้วงติงเช่นนั้นได้ และเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีโดยตรงที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่ให้เกิดภาพเช่นนี้ถูกถ่ายทอดออกไป ทั้งนี้ พรรคประชาชนคงใช้ทุกเวทีอย่างการแถลงข่าวในวันนี้ก็เป็นเวทีหนึ่งที่พยายามจะส่งตรงไปถึงตัวนายกรัฐมนตรีด้วย
เมื่อถามว่าพรรคประชาชนมีโอกาสเป็นรัฐบาล จะใช้กลไกปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีสามารถตัดสินใจดำเนินการได้อยู่แล้ว ถ้าสมมติว่าตนเป็นนายกรัฐมนตรีหรือมีตัวแทนจากพรรคประชาชนเองเป็นนายกรัฐมนตรีเราคงจะวางบทบาทของเราให้มีความเหมาะสม
“หลีกเลี่ยงการจัดประชุมแบบนี้ ที่ตัวแทนหรือตัวสถาบันพระมหากษัตริย์มามีส่วนร่วมโดยตรงในการประชุม เพื่อตัดสินใจ” นายณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถามว่าจะยกเลิกเลยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “อย่างที่ผมบอกว่าหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าอย่าห้อยโหนดึงฟ้ามาลงต่ำ หน้าที่ของนายกรัฐมนตรีก็คือดันฟ้าขึ้นสูงเหมือนกัน”
เมื่อถามว่าเป็นอำนาจพิเศษหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ในมุมหนึ่งต้องบอกว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรีทำลงไป เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ถ้าถามว่าแล้วเราจะทำอย่างไร ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดแบบนี้ ไม่ควรเลยที่ต้องมีการจัดประชุมร่วมกันแบบนี้ จริงๆนายกรัฐมนตรีเป็นคนเดียวในประเทศนี้ที่มีอำนาจในการเข้าไปปรึกษากับองค์พระมหากษัตริย์โดยตรง แล้วคำปรึกษาต่างๆเหล่านั้น นายกรัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์มาถ่ายทอด หรือแม้แต่กับองคมนตรีด้วย รัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์ออกมาถ่ายทอดว่าตัวท่านหรือองคมนตรีมีข้อคิดเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะอาจจะส่งผลกระทบถึงสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ถ่ายทอดออกไปว่าเป็นการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีเอง สิ่งนี้จะเป็นหลักการที่ถูกต้องที่สุดในระบอบการปกครองแบบบ้านเรา
เมื่อถามว่ามีการประชุมตั้งแต่ช่วงปี 2560 แล้ว พรรคประชาชนเพิ่งทราบหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่ได้เพิ่งทราบ แต่ยุครัฐบาล คสช. ที่อาจจะไม่ได้ใส่ใจ ไม่ได้เข้าใจหลักการของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมากนัก แต่วันนี้ ในเมื่อตัวนายกรัฐมนตรีก็อ้างตลอดเวลาว่าพร้อมทำตามเจตจำนงของประชาชน พร้อมเดินหน้าการทำรัฐธรรมนูญ อยากให้ประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย แต่ตัวนายกรัฐมนตรีเองยังไม่เข้าใจหลักการในข้อนี้ ตนคิดว่าล้มเหลวอย่างยิ่ง
“ถ้าอะไรที่ผิดอยู่แล้วในอดีต ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะบอกว่าทำต่อไป เรื่องนี้เป็นหลักการที่ทุกคนเห็นร่วมกันอยู่แล้ว” นายณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถามว่ากังวลเรื่องข้อกฎหมายหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้คงไม่กระทบเรื่องข้อกฎหมายเนื่องจากคดี 44 สส. เกี่ยวเนื่องกับการแก้ไข ม. 112 แต่เรื่องนี้เป็นการแสดงข้อคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับหลักการในระบบการปกครองในบ้านเรา แต่ ตนคิดว่าการเข้ามาทำหน้าที่ของพวกเราในฐานะผู้แทน ถ้าเราเห็นอะไรไม่ถูกต้อง เราก็มีหน้าที่ในการส่งเสียงเรียกร้อง ถึงแม้ตัวตนจะมีความเสี่ยงทางด้านข้อกฎหมายอยู่ จะเอาความเสี่ยงของตัวเองมาปิดปากตัวเองไม่ให้พูดในสิ่งที่ถูกต้อง ตนก็คิดว่าน่าจะทำให้ประชาชนผิดหวังในการทำหน้าที่ของพวกเรา








