“พรรคประชาชน” จับมือ “iLaw” แถลงโรดแมปสู้ศึกแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ชู 3 หลักการสำคัญ “เพิ่มส่วนร่วม-กันผูกขาด-ไร้สิทธิพิเศษ สว.” ด้าน “พริษฐ์” ย้ำรูปธรรมต้องมีคูหาให้ประชาชนเลือกผู้ร่างฯ ซัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญย้อนแย้ง ขัดหลักประชาธิปไตย ชี้กติกาปี 60 เป็นอุปสรรคใหญ่ที่เอื้อให้ระบอบสีน้ำเงินกินรวบสถาบันการเมือง
วันที่ 15 พ.ค.2569 เวลา 10.30 น.ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงหลังการประชุมครม.เงา ถึงแนวทางการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราต้องการรัฐธรรมนูญที่มีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ไม่ใช่โดยเร็วที่สุด พรรคประชาชนจึงมีข้อเสนอ 3 ข้อ ประกอบด้วย 1. ในส่วนของพรรคประชาชนและภาคประชาชน เราเห็นตรงกันว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น จะเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนที่ได้ออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 มากที่สุด ต้องคงหลักการ 3 ข้อไว้ด้วยกัน หลักการข้อแรก การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ถึงแม้เราจะอยู่ภายใต้กรอบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568หลักการข้อสอง เราต้องป้องกันการผูกขาด ในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ต้องไม่เกิดกระบวนการทำให้กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งผูกขาดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ตลอดกระบวนการ หลักการข้อสาม ไม่ควรเพิ่มสิทธิพิเศษกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สมาชิกรัฐสภาทุกคนควรมีสิทธิเท่าเทียมกันในการโหวตเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบตลอดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 2. พรรคประชาชนพร้อมจะเสนอและผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเพิ่มเติมหมวด 15/1 ที่ยึดกับหลักการทั้ง 3 ข้อก่อนหน้า เข้าสู่รัฐสภาตามผลการออกเสียงประชามติของประชาชน 3. พรรคประชาชนพร้อมจัดสรร สส. ของพรรคบางส่วนไปสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 นี้ของพรรคการเมืองอื่นๆ ที่เสนอเข้ามา ตราบใดที่ร่างของพรรคการเมืองอื่นๆ นั้น สอดคล้องกับหลักการข้างต้นทั้ง 3 ข้อ 4. พรรคประชาชนพร้อมสนับสนุนภาคประชาชน ในการรวบรวมอย่างน้อย 50,000 รายชื่อ ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 โดยภาคประชาขน 5. พรรคประชาชนและภาคประชาชนเห็นตรงว่า ทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วนในสังคม ควรต้องมีส่วนร่วมในการรณรงค์และจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ครั้งนี้อย่างมีความหมาย
จากนั้นนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการและผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) กล่าวว่า เราไม่อยากเห็นเพียงว่า รัฐบาลที่นําโดยพรรคภูมิใจไทย จะเอาร่างฉบับเดิมกลับมา หรือจะเสนอร่างฉบับใหม่เมื่อไหร่ แค่นี้ไม่เพียงพอ ขอเรียกร้องอย่างน้อยรัฐบาลชุดนี้ จําเป็นต้องประกาศแถลงโรดแมป กระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด ให้ประชาชนได้เข้าใจ อย่างน้อยต้องมีประชามติอีกสองครั้ง มีกระบวนการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ว่าอยากเห็นรัฐธรรมนูญใหม่เป็นอย่างไร ซึ่งกระบวนการข้างหน้า อาจจะเสร็จเร็วได้ในระยะ 2-3 ปี หรือเสร็จช้าไม่ทันรัฐบาล แต่ประชาชนจําเป็นต้องรับรู้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมตัว
"ไม่ว่าพรรคการเมืองไหน ต้องไม่มีอิทธิพลมากไปกว่าคนอื่นในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และยังมีคดีติดพันตัวเองอยู่ว่า มาโดยสุจริตถูกต้องหรือไม่ สว.ไม่มีความชอบธรรมที่จะมีอํานาจเหนือ สส. และประชาชน ในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าพวกเราในฐานะประชาชนคนธรรมดา ไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงตามที่ศาลบอกไว้ สว. ซึ่งมีที่มาโดยไม่ชอบธรรม ก็ไม่ควรมีสิทธิที่จะเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน และกระบวนการข้างหน้าหวังว่าจะไม่มีการโยนอํานาจไปให้ สว.มากเกินความจำเป็น" นายยิ่งชีพ ย้ำอย่างไรก็ดี หากร่างที่พรรคการเมืองเสนอไม่ได้มีส่วนร่วมของประชาชน เราคงต้องใช้สิทธิ์ของประชาชนเข้าชื่อเสนอร่างฉบับอื่นเข้าแข่งขัน
ด้าน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ในภาพใหญ่ รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้นำพาประเทศมาสู่ระบบการเมืองที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน โดยเปิดช่องให้รัฐบาลฮั้วกับองค์กรอิสระได้ โดยใช้วุฒิสภาเป็นเครื่องมือ เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดวิธีการเลือก สว. ไม่ยึดโยงกับประชาชน และมาจากการเลือกกันเอง เปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมือง สามารถเข้ามาแทรกแซงและควบคุมเสียงของวุฒิสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จ และในเมื่อรัฐธรรมนูญออกแบบให้วุฒิสภามีอำนาจชี้ขาดบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ดังนั้น หากฝ่ายการเมืองที่เข้าควบคุมเสียงวุฒิสภานั้นเป็นฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ประชาชนก็ย่อมมองได้ว่า รัฐบาลนั้นอาจคุมเสียงในองค์กรอิสระได้ด้วยเช่นกัน
“รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เป็นปุ๋ยชั้นดีของระบอบสีน้ำเงิน ที่พยายามรุกคืบและกินรวบประเทศ ด้วยการควบคุมสถาบันทางการเมืองทั้งหมดให้สำเร็จ เราจึงกังวลใจว่า ระบอบสีน้ำเงินจะทำทุกวิถีทาง ให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ไม่สำเร็จ หรือพยายามทำให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้เงื่อนไขให้ระบอบสีน้ำเงินสามารถผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการกำหนดเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” นายพริษฐ์ กล่าวและว่า พรรคประชาชนจะทำเต็มที่ในระบบรัฐสภา เพื่อให้ประเทศเรามีระบบและกติกาการเมืองที่เป็นธรรม มีส่วนร่วมของประชาชน และหลุดพ้นจากระบอบสีน้ำเงิน แต่คงไม่อาจสำเร็จได้ หากไม่ร่วมมือและรวมพลังกับภาคประชาชนที่มีอยู่ทั่วประเทศ
นายพริษฐ์ กล่าวย้ำว่า พรรคประชาชนไม่ได้ตัดอำนาจ สว. เพราะอำนาจ 1 ใน 3 ของ สว. ในกรณีดังกล่าวนั้น ไม่ได้มีบทบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ และเมื่อมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนส่งไปทำประชามติ เราคิดว่าอย่างน้อย สส. กับ สว. ควรมี 1 สิทธิ 1 เสียงเท่าเทียมกัน ไม่ควรเพิ่มสิทธิกำหนดให้ต้องมีเสียง สว. เกิดสัดส่วนเท่าไร จึงจะส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อถามประชามติกับประชาชนได้ พรรคประชาชนจึงยืนยันหลักการที่สอดคล้องกับภาคประชาชนว่าไม่ควรเพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. แต่หากมีฝ่ายที่เห็นต่างก็ควรนำมาปรึกษาหารือกันในระบบรัฐสภา
เมื่อถามว่าสำหรับสูตร 20 หยิบ 1 ที่เคยมีในร่างแก้ไขก่อนหน้านี้ จะยังมีอยู่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนจะมีการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมี 3 หลักการสำคัญ คือเพิ่มส่วนร่วมของประชาชน เพิ่มกฎเกณฑ์ป้องกันการผูกขาด และไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. เราจึงอาจต้องนำเอาหลายร่างที่เคยเสนอไป มาทบทวนปรับปรุงให้สอดคล้องกับ 3 หลักการนี้ เพื่อยื่นกลับเข้าไป
นายพริษฐ์ กล่าวยืนยันว่า รูปธรรมของหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน คือการมีคูหา เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนรูปแบบของคูหาจะเป็นเช่นไร เมื่อเข้าสู่การประชุมของ สส. และมีข้อสรุปชัดเจน ก็จะสามารถแถลงรายละเอียดให้ทราบได้ แต่เบื้องต้นยืนยันได้เรื่องการมีคูหา ซึ่งเป็นรูปธรรมของการมีส่วนร่วมของประชาชน
นายพริษฐ์กล่าวว่า การมีคูหาไม่ได้เป็นอะไรที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แน่นอนว่าพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว และมองว่าคำวินิจฉัยขัดต่อหลักการประชาธิปไตย และขัดต่อคำวินิจฉัยก่อนหน้านั้นในปี 2564 ด้วยซ้ำ ว่าประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ดังนั้น เราต้องยืนยันว่า เป็นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตย และขัดแย้งกันเอง
“แต่แม้เราเอาคำวินิจฉัยดังกล่าวมาอ่านเพิ่มเติม ก็ต้องยืนยันว่า การมีคูหาที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่าง ก็ไม่ได้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้กระทั่งร่างที่พรรคประชาชนเคยเสนอไปในวาระ 1 เมื่อปลายปีที่แล้ว ก็มีคูหาให้ประชาชนเลือกสภาที่ปรึกษาโดยตรง และกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญโดยอ้อม”
นายพริษฐ์ กล่าวว่า อย่าลืมว่าเวลานั้นสมาชิกรัฐสภา รวมถึงเสียง สว. เกิน 1 ใน 3 ก็เห็นชอบรับหลักการร่างของพรรคประชาชนเช่นนี้มา จึงยืนยันได้ว่า ร่างดังกล่าวไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และไม่อยากให้ฝ่ายใดนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นเกราะกำบังความพยายามในการลดการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังนั้นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ คือตัวรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เอง เพราะการออกแบบกติกาตั้งแต่สมัย คสช. คือป้องกันไม่ให้เกิดการแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงเจอหลายอุปสรรคที่ถูกฝังไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2560 ทั้งการกำหนดว่าการแก้ไขใดๆ ต้องมีเสียง 1 ใน 3 ของ สว. รวมถึงการเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่สร้างอุปสรรค ทั้งเรื่องจำนวนการทำประชามติ และการเลือกผู้ร่าง
“แต่สิ่งที่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการให้เราร่วมกันทลายอุปสรรคดังกล่าวได้ คือพลังของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งได้สะท้อนเจตจำนงชัดเจนแล้วผ่านการออกเสียงประชามติ หากยังมีพลังของประชาชนผลักดันกระบวนการนี้อย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการทลายอุปสรรคเหล่านี้ ยอมรับว่า เป็นไปได้ว่าจะยึดเกณฑ์เดิมคือ ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเกณฑ์นี้เคยได้รับเสียงเห็นชอบจากกรรมาธิการเสียงข้างมากในการพิจารณาเมื่อช่วงต้นปีด้วย”นายพริษฐ์ กล่าว
เมื่อถามว่าหลังการจัดทำรัฐธรรมนูญไม่บรรลุผลตาม MOA ที่ทำไว้กับพรรคภูมิใจไทย จะมีการโน้มน้าว สว. หรือพรรคการเมืองอื่นอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังการทำ MOA คือเสียงของประชาชนในการออกเสียงประชามติ 21 ล้านเสียง ที่ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลักการทั้งหมดอยู่ใน 3 ข้อที่เราแถลงไปแล้ว
“ตราบใดที่สมาชิกรัฐสภาและทุกฝ่ายการเมืองให้ความสำคัญและความเคารพกับเจตนารมณ์ของประชาชน ที่อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของประชาชน ถ้าทุกคนเคารพเจตจำนงตรงกัน หลักการทั้ง 3 ข้อที่เราวางไว้ ไม่น่าจะขัดแย้งกับความเห็นใดๆ ของทุกภาคส่วน และเราก็บอกด้วยว่า พร้อมจะสนับสนุนร่างแก้ไขของพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วยซ้ำ หากไม่ขัดต่อหลักการทั้ง 3 ข้อดังกล่าว”นายณัฐพงษ์กล่าว








