วันที่ 17 พ.ค.69 สพ.ญ. บุษยมาศ เจียมวิจิตรกร หรือ “หมอเจี๊ยบ” ผู้ช่วยรองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งคำถามต่อการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) โดยมองว่าการกู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วไป แต่คือการเดิมพันครั้งใหญ่บนเสถียรภาพการคลังของประเทศ ในช่วงที่หนี้สาธารณะไทยกำลังเข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า “การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ โดยเฉพาะการอุดหนุนพลังงานและการบริโภค อาจช่วยบรรเทาภาระประชาชนได้เพียงระยะสั้น แต่กลับเสี่ยงซ้ำเติมเงินเฟ้อ”
สพ.ญ. บุษยมาศ ยังชี้ว่า การกู้เงินจำนวนมหาศาลในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น อาจก่อให้เกิดปรากฏการณ์ “Crowding Out” หรือการที่ภาครัฐเข้าไปแย่งสภาพคล่องจากภาคเอกชน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับสูงขึ้น กระทบโดยตรงต่อธุรกิจ SME ที่กำลังเผชิญต้นทุนการผลิตที่แพงจากเงินเฟ้ออยู่แล้ว เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้นแต่เศรษฐกิจยังซบเซา ภาคเอกชนย่อมชะลอการลงทุน และทำให้ศักยภาพการแข่งขันของประเทศถดถอยลง
นอกจากนี้ สพ.ญ. บุษยมาศ ยังตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของเงินกู้ โดยเฉพาะงบ 2 แสนล้านบาทที่อ้างว่าใช้เพื่อ “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” ว่าจะสามารถสร้างตัวคูณทางเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ เพราะในภาวะ Stagflation การลงทุนที่จำเป็น ควรมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) และลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว หากเงินจำนวนนี้รั่วไหลไปกับโครงการที่ไม่ก่อรายได้ หรือการอุดหนุนแบบไม่พุ่งเป้า ก็อาจกลายเป็นเพียงการใช้ “เงินอนาคต” เพื่อประคองคะแนนนิยมทางการเมือง มากกว่าการสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ สพ.ญ. บุษยมาศ ย้ำว่า การกู้เงินครั้งนี้ไม่ใช่ “เช็คเปล่า” ที่รัฐบาลจะใช้โดยปราศจากความรับผิดชอบ พร้อมเรียกร้องให้เปิดเผยรายละเอียดโครงการอย่างโปร่งใส ชี้ชัดว่าเงินทุกบาทจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและลดต้นทุนเศรษฐกิจได้อย่างไร รวมถึงแผนลดหนี้สาธารณะที่ชัดเจนหลังวิกฤตผ่านพ้น เพราะหากบริหารผิดพลาด สิ่งที่คนไทยรุ่นต่อไปต้องแบกรับ คือภาระหนี้และความเสียหายทางการคลังที่ยืดเยื้อไปอีกหลายทศวรรษ








