เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พ้นโทษว่า โดยส่วนตัวรู้สึกยินดี และเชื่อว่านายทักษิณได้รับบทเรียนชีวิตอย่างหนักจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา พร้อมมองว่าหลังจากนี้นายทักษิณยังคงมีบทบาทต่อประเทศ แต่ไม่น่าจะเดินเกมการเมืองในรูปแบบเดิมอีก
นายจักรภพ กล่าวว่า จากการสังเกตสีหน้าและท่าทีของนายทักษิณ เห็นได้ชัดว่านายทักษิณรับรู้ถึงความหนักหนาสาหัสของสิ่งที่เผชิญมา แต่ด้วยบุคลิกที่เป็นคนมุ่งมั่น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทั้งด้านธุรกิจ การเมือง หรือครอบครัว ก็ยังสามารถเดินหน้าต่อได้เสมอ โดยมองว่าความเข้มแข็งไม่ใช่ปัญหา หากแต่อยู่ที่ว่าหลังจากนี้นายทักษิณจะเลือกทำอะไร
“เรื่องสุขภาพ เรื่องการทำประโยชน์ให้บ้านเมือง แม้อาจไม่ใช่การเมืองโดยตรง ผมคิดว่าท่านยังเดินต่อแน่นอน โดยส่วนตัวแล้ว ที่ผ่านมาท่านทักษิณมีความเมตตากับผมมาก แต่ผมยังไม่ได้รีบเข้าไปพบ เพราะอยากรอให้ท่านสะดวกก่อน และหากได้พูดคุยกัน สิ่งที่อยากหารือไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่คือทิศทางการเมืองและอนาคตประเทศ” นายจักรภพ กล่าว
นายจักรภพ ยังกล่าวถึงคำพูดของนายทักษิณที่ระบุว่าจะ “ไปจำศีล” ว่า คำว่า “ศีล” อาจหมายถึง “ความปกติ” เพราะชีวิตที่ผ่านมาอาจเต็มไปด้วยความไม่ปกติและความผันผวน ขณะที่การอยู่ภายในเรือนจำ แม้ไม่มีใครต้องการ แต่ก็อาจทำให้ได้มีเวลาทบทวนตัวเอง ได้พบคนที่อยากพบ และได้ประมวลข้อมูลใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีหลัง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการตัดสินใจในอนาคต
นายจักรภพ มองว่า นายทักษิณเป็นคนรักประเทศชาติมาก เมื่อมองประเทศไทยในวันนี้ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า ความมั่นคง หรือแม้แต่ปัญหาประชากร ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในจุดที่ควรจะเป็นในการแข่งขันระดับโลก นายทักษิณจึงคงต้องคิดว่าจะทำประโยชน์อะไรให้ประเทศได้บ้าง ซึ่งไม่อยากให้ตีความว่าเป็นข้ออ้างในการกลับมาเล่นการเมือง แต่การจะให้คนอย่างนายทักษิณหยุดคิดเรื่องบ้านเมืองคงเป็นไปไม่ได้ เพราะโดยธรรมชาติแล้ว นายทักษิณเป็นคนที่เมื่อเห็นปัญหา ก็ต้องการแก้ปัญหาและหาทางออก แต่ที่ผ่านมา บางฝ่ายอาจต้องการให้นายทักษิณยอมรับสภาพ และหยุดเคลื่อนไหวมากกว่า
นายจักรภพ ยังสะท้อนว่า ปัญหาทางการเมืองไทยส่วนหนึ่งเกิดจากการตีความ และวัฒนธรรมแบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ที่เมื่อเจอคนมั่นใจในตัวเองมาก ๆ ก็อาจถูกมองว่าแข็งกร้าว หรือพร้อมเปิดสงคราม ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจไม่ใช่เช่นนั้น
เมื่อถูกถามถึงบทบาทของนายทักษิณต่อพรรคเพื่อไทย ในสถานะพรรคร่วมรัฐบาล นายจักรภพ มองว่า นายทักษิณเป็นคนที่มีความสามารถในการมองคนและจัดวางคนตามสถานการณ์ โดยยกตัวอย่างว่า แม้แต่การเลือกนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เมื่อเคยถามเหตุผล นายทักษิณตอบสั้น ๆ เพียงว่า “เขาแข็งพอ” ไม่ได้ระบุว่าเก่งด้านใดเป็นพิเศษ ดังนั้น ในบางสถานการณ์จึงต้องเลือกคนตามความจำเป็นของช่วงเวลานั้น เหมือนบางครั้งต้องใช้ค้อนแข็งมาทุบ แต่หากแข็งเกินไปก็อาจไม่เหมาะกับสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังจากนี้ บทบาทของนายทักษิณน่าจะเป็นการใช้ประสบการณ์และความสามารถในการวางคนแบบเงียบ ๆ มากกว่าการออกหน้าเหมือนในอดีต
สำหรับกระแสความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย รวมถึงความสัมพันธ์กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายเนวิน ชิดชอบ นายจักรภพ เชื่อว่าไม่น่าจะมีเรื่องล้างแค้น เพราะนายทักษิณไม่ใช่คนล้างแค้น แต่เป็นคนที่พยายามทำสมดุลให้กลับมาอยู่ในจุดที่ควรจะเป็น ทั้งนี้ ยอมรับว่าในอดีต นายทักษิณอาจแสดงออกตรงเกินไป หรือไม่ใส่ใจที่จะอธิบายกับคนที่ไม่เห็นด้วย จนทำให้เกิดศัตรูทางการเมืองเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ นายจักรภพ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศไทยเสียเวลากับความขัดแย้งทางการเมืองมากว่า 20 ปี ขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่หลายปัญหาในประเทศกลับแทบไม่เปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการขยะ โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ และการเกษตร-อาหารโดยรวม วันนี้ประเทศไทยควรเป็นผู้นำอาเซียนแล้ว แทนที่จะเสียเวลากับความขัดแย้งภายใน จนต้องมานั่งอธิบายตนเองเรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน เหมือนเรากลับกลายเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่งในสายตาโลก พูดง่าย ๆ คือ เราเสียความเป็นผู้ใหญ่ไปมากในห้วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมานี้
นายจักรภพ ย้ำว่า นายทักษิณยังมีศักยภาพในระดับระหว่างประเทศ เพราะสามารถพูดคุยกับผู้นำโลกได้หลายคน ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งหากใช้ศักยภาพดังกล่าวให้ถูกทาง จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากกว่าการวิตกกังวลกับบทบาททางการเมืองของนายทักษิณ
“ทุกฝ่ายควรใช้จังหวะนี้ทบทวนบทบาทตัวเอง ไม่ใช่เฉพาะนายทักษิณเท่านั้น แต่รวมถึงทุกกลุ่มในสังคม เพราะโลกและสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว การยึดติดกับตัวละครเดิมในบทบาทเดิม อาจทำให้ประเทศหยุดอยู่กับที่ วันนี้อะไรก็ได้ ขอให้ประเทศเดินไปข้างหน้า แม้จะยังเห็นต่างกัน แต่ต้องหาทางอยู่ร่วมกันให้ได้ เพราะถ้าประเทศยังติดอยู่กับความขัดแย้งเดิม เราจะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ ในโลกที่แข่งขันกันหนักขึ้นทุกวัน” นายจักรภพ กล่าวทิ้งท้าย








