ท่ามกลางการผลักดันนโยบาย Soft Power ของรัฐบาลที่กำลังดำเนินไปอย่างคึกคัก กลับมีประเด็นร้อนที่กลายเป็นจุดปะทะทางความคิดอย่างรุนแรง เมื่อ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและความโปร่งใสในการจัดสรรงบประมาณของ THACCA (Thailand Creative Culture Agency) โดยเฉพาะกรณีละครเรื่อง “สอดสร้อยมาลา” ที่ได้รับงบสนับสนุนเกือบ 20 ล้านบาท
ประเด็นนี้ข้ามพ้นเรื่องการตรวจสอบงบประมาณปกติไปสู่การถกเถียงเรื่องนิยามของศิลปะ เสรีภาพในการสร้างสรรค์ และขอบเขตการตรวจสอบในสังคมที่มีความขัดแย้งทางอุดมการณ์สูง
เมื่อ "อคติ" ปะทะ "สุนทรียภาพ": พื้นที่เห็นต่างในงานบันเทิง
ชนวนความขัดแย้งนี้เกิดจากมุมมองที่สวนทางกัน ฝั่ง สส.รักชนก มองว่าเนื้อหาละครมีลักษณะเป็น "โฆษณาชวนเชื่อ" (Propaganda) ที่ด้อยค่าคณะราษฎร และนำภาษีประชาชนไปรับใช้แนวคิดทางการเมืองเฉพาะกลุ่ม ขณะที่ฝั่งผู้ผลิตโต้กลับว่านี่คือการคุกคามเสรีภาพทางศิลปะและบิดเบือนข้อมูลเพื่อหวังผลทางการเมือง
หากพิจารณาอย่างถ่องแท้ ปัญหาที่ใหญ่กว่าการปะทะกันในโลกโซเชียล คือการที่สังคมไทยกำลังขาด "พื้นที่ปลอดภัย" ในการเสพศิลปะที่เห็นต่าง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดยืนทางการเมืองที่เข้มข้นทำให้การตรวจสอบครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติทางอุดมการณ์ อย่างไรก็ตาม หัวใจของประชาธิปไตยและการสร้างสรรค์คือการยอมรับความหลากหลาย (Diversity)
หากทุกฝ่ายลดอคติส่วนตัวลงและมองว่างานศิลปะคือการจำลองมุมมองหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ จะพบว่าเนื้อหาที่เห็นต่างไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่คือเครื่องสะท้อนความงอกงามของเสรีภาพ การเปิดใจรับชมงานที่ขัดกับทัศนคติของตนเองไม่ใช่การยอมจำนน แต่คือการฝึกใช้ "วิจารณญาณ" และการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ศิลปะที่ดีไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนเห็นชอบ แต่ควรทำหน้าที่เปิดประตูสู่การถกเถียงอย่างมีอารยะ
"ความโปร่งใส" ปราการด่านสุดท้ายเพื่อซื้อใจประชาชน
แม้สุนทรียภาพจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ในมิติการบริหารราชการแผ่นดิน ความสวยงามไม่สามารถตอบโจทย์การใช้ภาษีได้ ความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมี "ระบบที่ตรวจสอบได้" วิธีเดียวที่รัฐบาลและ THACCA จะสยบกระแสวิพากษ์วิจารณ์ได้ ไม่ใช่การโต้ตอบด้วยอารมณ์ แต่คือการกางข้อมูลให้ "คนส่วนใหญ่" ได้เห็นความธรรมผ่าน 3 เสาหลัก ดังนี้:
เกณฑ์การตัดสินที่เป็นรูปธรรม (Objective Criteria): รัฐต้องเปลี่ยนจากการอ้าง "ความเชี่ยวชาญของกรรมการ" มาเป็นการเปิดเผย "ใบประเมินคะแนน" (Scorecard) ให้ชัดเจนว่าโครงการที่ชนะได้รับคะแนนในมิติใดบ้าง เช่น บทประวัติศาสตร์, ศักยภาพการส่งออก หรือการจ้างงาน หากพิสูจน์ได้ว่างานได้รับทุนเพราะ "คุณภาพ" เหนือคู่แข่ง น้ำหนักเรื่องการเล่นพรรคเล่นพวกจะลดลงทันที
ความหลากหลายของผู้รับทุน (Inclusive Funding): รัฐต้องพิสูจน์ว่าพื้นที่นี้มีไว้สำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่ "หน้าเดิม" หรือค่ายใหญ่ ต้องมีที่ว่างให้ศิลปินหน้าใหม่ (Emerging Artists) และเนื้อหาที่ครอบคลุมทุกเฉดในสังคม ตั้งแต่อนุรักษนิยมไปจนถึงแนววิพากษ์สังคม เพื่อยืนยันว่ารัฐกำลังสร้าง "อุตสาหกรรม" ไม่ใช่สร้าง "กระบอกเสียง"
การรายงานผลลัพธ์ (Accountability): เมื่อจ่ายเงินหลักสิบล้าน รัฐมีหน้าที่รายงานความสำเร็จและความล้มเหลวอย่างโปร่งใส เช่น ตัวเลขผู้ชม ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ หรือยอดขายในต่างประเทศ ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดความคุ้มค่าที่แท้จริง มากกว่าการเถียงกันด้วยรสนิยมทางการเมือง
ก้าวต่อไปสู่ซอฟต์พาวเวอร์ที่มีคุณภาพ
กรณีพิพาทระหว่าง ไอซ์ รักชนก และ THACCA คือแรงเสียดทานที่จำเป็นในระบอบประชาธิปไตย เป็นเสียงเตือนสติว่าการใช้เงินภาษีในนามของ "วัฒนธรรม" นั้นละเอียดอ่อนและถูกจับจ้องอยู่เสมอ
เป้าหมายสูงสุดของนโยบาย Soft Power ไม่ควรหยุดเพียงการผลิตผลงานเอาใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือการสร้างนิเวศศิลปะที่แข็งแรงพอจะยืนหยัดในระดับสากล หากรัฐสร้างระบบที่โปร่งใสจนสิ้นสงสัย และประชาชนลดอคติเพื่อเปิดรับมุมมองที่ต่างออกไป วงการบันเทิงไทยจะก้าวข้ามจาก "สนามรบทางการเมือง" ไปสู่ "สนามประลองความคิดสร้างสรรค์" ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
#สอดสร้อยมาลา #ไอซ์รักชนก #THACCA #SoftPower #พรรคประชาชน #ซอฟต์พาวเวอร์ #ภาษีประชาชน #งบประมาณ68 #การเมืองไทย #คณะราษฎร #ศิลปะกับการเมือง #อุตสาหกรรมบันเทิง #ละครไทย #เสรีภาพในการแสดงออก #siamrathonline








