ประธานวิปฝ่ายค้านรุกหนัก! ตั้งคำถาม ป.ป.ช. ปมยกคำร้อง "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ" กรณีซุกหุ้น ชี้พยายามทำหน้าที่แทนศาล อ้างเหตุผลย้อนแย้งเจตนาในอดีต ขีดเส้นตายสัปดาห์หน้าต้องเปิดเผยหลักฐานทั้งหมด หากเพิกเฉยเตรียมบุกสำนักงานแจ้งทวงถามด้วยตัวเอง
วันที่ 30 เม.ย.2569 เวลา 15.30 น.ที่รัฐสภา นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์ชัยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงว่า กรณีที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช.ได้ออกสถานการณ์ชี้แจงยกคำร้องของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ในคำร้องของพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาชุดที่ 25 ใน ข้อหาจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งก็ปรากฏว่าทาง ป.ป.ช.ได้ยกคำร้องประเด็นการยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ โดยให้เหตุกันว่ามีการโอนหุ้นในทางบัญชีอย่างถูกต้อง และยกข้ออ้างว่า หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิฉัยนายศักดิ์สยามก็ได้ไปขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สิน และก็มีการฟ้องคดีต่อนายสอ ซึ่งถูกศาลวินิจฉระบุไว้ว่า บุคคลท่านนี้เป็นตัวแทนนอมินี ดังนั้นสิ่งที่ ป.ป.ช. จะต้องพิสูจน์ในกรณีนี้คือเจตนาของนายศักดิ์สยามก่อนปี 62 ในการยื่นบัญชีทรัพย์สิน คดีนี้เป็นเจตนาของนายศักดิ์สยามก่อนปี 62 ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินเข้าเป็น ส.ส.ก่อนหน้านั้นวันที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินนายศักดิ์สยามมีเจตนาที่จะปกปิดทรัพย์สินมาก ดังนั้นเหตุการณ์อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นหลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้ว ไม่ได้พิสูจน์แต่อย่างใดว่าเจตนาก่อนปี 62 นายศักดิ์สยามมีเจตนาปิดบังหรือไม่ มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทีหลังไม่สามารถย้อนไปสู่เจตนาของ 5 ปีก่อนหน้านั้นได้
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อว่า ข้อสังเกตที่มีต่อคำชี้แจงของ ป.ป.ช.มีความพยายามอ้างมาตรฐานในการพิสูจน์ทางอาญาว่า หากจะมีการชี้มูลจะต้องพิสูจน์ให้ได้สิ้นสงสัยว่ามีเจตนาทุจริต ดังนั้นตนคิดว่าป.ป.ช. มีความเข้าใจผิดในการทำหน้าที่ของตัวเองแบบนี้ กระบวนการยุติธรรม ผู้ที่จะต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัยในคดีอาญาคือศาลไม่ใช่ ป.ป.ช. ยกตัวอย่างคดีอาญาทั่วไป ตำรวจหรืออัยการไม่จำเป็นต้องพิจารณาจนสิ้นสงสัยจึงส่งฟ้อง หากตำรวจเห็นว่ามีมูลก็ยื่นส่งฟ้อง หากอัยการเห็นว่ามีมูลก็ยื่นส่งฟ้อง ศาลมีหน้าที่ที่จะต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัยว่าจำเลยนั้นมีความผิด จึงจะพิพากษาว่ามีความผิดจริง ดังนั้นในกรณีแบบนี้ ป.ป.ช.. ต้องทำหน้าที่เสมือนตำรวจหรืออัยการ หากเห็นว่ามีมูลทาง ป.ป.ช. จำเป็นจะต้องชี้มูล และให้ศาลเป็นผู้ตัดสินเองว่านายสัต์สยาม มีความผิดหรือไม่ ไม่ใช่ใช้มาตรฐานแบบนี้ตั้งแต่ในชั้น ป.ป.ช. และหากจะใช้มาตรฐานแบบนี้ ตนมีข้อสงสัยว่าหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ คือเส้นทางการเงินในการโอนหุ้นของ จก. บุรีเจริญ ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ภายใน 10 กว่านาที ต้นเงินมาจากนายศักดิ์สยาม และปลายทางอยู่ที่นายสอ กล่าวหาว่าเป็นนอมินี ป.ป.ช. ได้พิสูจน์หลักฐานเหล่านั้นหรือไม่ และให้เหตุผลใดในการที่บอกว่าหลักฐานเหล่านี้พิสูจน์แล้วว่าไม่มีเจตนา และไม่มีมูลในการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน
“สิ่งที่ผมจะเรียกร้องต่อ ป.ป.ช. ขอให้เปิดเผยเอกสารรายงานการแสวงหาข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในคดีนี้ ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบในเรื่องกล่าวหา และรายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ในกรณีนี้มีมาตรฐานมาแล้วว่า ศาลปกครองได้พิพากษาว่าเมื่อคดีจบแล้ว หมายความว่าเอกสารเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในชั้นความลับอีกต่อไป และ ป.ป.ช. มีหน้าที่ต้องเปิดเผย เราเคยมีบรรทัดฐานเรื่องนี้ไปแล้ว และ ป.ป.ช. ก็เคยถูกคำสั่งลงโทษที่ไม่เปิดเผยสำนวนคดีที่เสร็จสิ้นไปแล้วเช่นกัน ดังนั้นผมขอเรียกร้องให้ เปิดเผยเอกสารเหล่านี้เป็นสาธารณะ หากยังไม่เปิดเผยภายในสัปดาห์หน้า ผมจะเดินทางไปที่สำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อยื่นเอกสารขอให้เปิดเผยหลักฐานทั้งหมด”นายปกรณ์วุฒิ กล่าว
เมื่อถามถึงความ คืบหน้าในการรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นต่อประธานสภาฯนายปกรณ์วุฒิ ภกล่าวว่า ตอนนี้มีการตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างพรรร่วมฝ่ายค้าน เพื่อที่จะมาร่างคำร้องที่จะยื่นต่อ คิดว่ารายชื่อก็คงครบถ้วนไม่น่ามีปัญหา เหลือแค่ความสมบูรณ์ของคำร้อง ซึ่งก็คงต้องใช้ความรอบคอบ ก็กำลังคุยกันอยู่ในคณะทำงานว่าน่าจะได้ในช่วงประมาณเดือนพ.ค.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายปกรณ์วุฒิ แถลงข่าวกับสื่อมวลชน พบว่า มี สส. พรรคภูมิใจไทย 2 คน มายืนรับฟังการแถลงข่าวตั้งแต่ต้นจนจบการแถลงข่าว








