รับบทหนัก ไม่น้อยหน้าใคร งานนี้ต้องยกให้ “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งตรงมาจาก “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” เมื่อตำแหน่งประมุขรัฐสภา ในเวลานี้ต้องพลิกรับมารับมือกับ “เกมบุก” จาก “พรรคฝ่ายค้าน”
เมื่อทั้ง “ส้ม” และ “ฟ้า” ประสานพลัง มีเป้าหมายการโจมตีไปที่จุดเดียวกัน นั่นคือการจี้ให้มีการตรวจสอบ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” หรือป.ป.ช. ซึ่งงานนี้ ไม่ใช่แค่ พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ เท่านั้น แต่ยังมี “สว.” กลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในสังกัด “สว.สีน้ำเงิน”
ต่างเตรียมเข้าชื่อยื่นเรื่องต่อ ประธานรัฐสภาพิ จารณาส่งเรื่องไปยัง ประธานศาลฎีกา เพื่อให้ตั้งคณะกรรมตรวจสอบการทำหน้าที่ของ คณะกรรมการป.ป.ช. กรณีการยกคำร้องการยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จของ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม ซึ่งเป็นน้องของ “เนวิน ชิดชอบ” แกนนำตัวจริงของพรรคภูมิใจไทย
เนื่องจากประเด็นดังกล่าว กำลังทำให้คณะกรรมการป.ป.ช. ตกอยู่ในสภาพที่เรียกว่า “หนังหน้าไฟ” เพราะการยกคำร้องกรณี ศักดิ์สยาม ซุกหุ้นในบริษัทบุรีเจริญฯ นั้นสวนทางกับ “คำวินิจฉัย” ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เคยชี้ให้ศักดิ์สยาม มีความผิดจริงจนต้องหลุดจากเก้าอี้รัฐมนตรีฯมาแล้ว
แม้ป.ป.ช.จะออกเอกสารมาชี้แจง ถึงเหตุและผลในการพิจารณาว่าเหตุใดจึงยกคำร้องให้กับศักดิ์สยาม ด้วยความยาวถึง 5 หน้ากระดาษ แต่ดูเหมือนว่า คำชี้แจงจากป.ป.ช.ไม่สามารถหยุดยั้ง ที่ป.ป.ช.เองกำลังถูกดึงลงมาอยู่ในสนามเดียวกับ “ฝ่ายการเมือง” ไปแล้ว
ปฏิบัติการตรวจสอบ ป.ป.ช.โดย 2 พรรคฝ่ายค้าน ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาชน รวมถึงสว. กำลังทำให้พวกเขาเองอดกังวลไม่ได้ว่า “ประธานโสภณ” จะดึงเรื่องเอาไว้หรือไม่ อย่าลืมว่า ด่านสำคัญยังอยู่ที่ประธานรัฐสภา คนนี้ !!
แน่นอนว่า ตัวประธานโสภณ เอง ยืนยันว่าหน้าที่ของเขาเองนั้นเป็นเหมือน “บุรุษไปรษณีย์” เท่านั้น เมื่อส่งเรื่องมา ตนเองก็ต้องยื่นเรื่องให้ ประธานศาลฎีกา อยู่แล้ว
“ ยืนยันจะทำหน้าที่เที่ยงธรรม ไม่ใช้คำว่าเป็นกลาง เพราะกลางอยู่ที่คนตัดสิน ถ้าชอบจะบอกเป็นกลาง ถ้าไม่ชอบก็บอกไม่กลาง วิญญูชนจะเป็นผู้ตัดสินใจ” (29 เม.ย.69)
หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ พรรคประชาชนเอง มีความกังวลว่า การใช้สิทธิ์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 การลงชื่อในหนังสือที่จะยื่นต่อประธานรัฐสภา เพื่อที่จะยื่นไปให้ศาลฎีกาได้ตั้งผู้ไต่สวนอิสระ นั้นจะต้องใช้รายชื่อผู้ยื่น 1 ใน 5 ของรัฐสภา หมายความว่า ต้องได้อย่างน้อย อย่างน้อย 140 คนจากทั้งหมด สมาชิกรัฐสภา มีทั้งสิ้น 700 คน
พรรคประชาชนมี 119 เสียง พรรคประชาธิปัตย์มีมติชัดเจนว่าเอาด้วย ยก 21 เสียงเข้าร่วม พรรคไทยภักดี 1 เสียง และ สว.อีก 10 เสียง ร่วมลงชื่อยื่นคำร้อง จะทำให้มีจำนวนเกินกว่า 140 คนแล้ว
แต่แม้ฝ่ายค้าน บวกกับสว. ได้รายชื่อครบแล้ว และเกินกว่า 140 คน แต่สิ่งที่ “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กังวล อยู่ที่การยื่นคำร้องดังกล่าว รัฐธรรมนูญให้เป็น “ดุลพินิจ” ของประธานรัฐสภา ถ้ามีเหตุอันควรสงสัยจึงจะยื่นต่อศาลฎีกา
“ พรรคประชาธิปัตย์มองว่าประเด็นนี้อาจจะทำให้กระทบต่อการคานอำนาจระหว่างรัฐสภากับองค์กรอิสระ ตามกลไกของรัฐธรรมนูญหรือไม่”
แท้จริงแล้วหน้าที่ของประธานรัฐสภา จะเป็นแค่ “บุรุษไปรษณีย์” ตามที่โสภณ บอกกับสื่อจริงหรือ เพราะหากทุกอย่างเดินไปตามขั้นตอน ราบรื่นเช่นนั้น เท่ากับว่า รายชื่อ ที่เกินกว่า 140 ชื่อ ทั้งจากพรรคฝ่ายค้านและสว.บางส่วน จะไปถึง “ประธานศาลฎีกา”
จากนั้นจะเดินไปถึงการตั้งคณะกรรมการฯขึ้นมาตรวจสอบการทำงานของป.ป.ช.ตามมาหรือไม่ และเป็นเช่นนั้นจริง ป.ป.ช.จากที่ถูกมองว่า “ฟอกขาว” ยกคำร้องเรื่องการแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ให้กับศักดิ์สยาม จะเข้าสู่ “คิลลิ่งโซน” หรือไม่
และเมื่อป.ป.ช. เข้าสู่ความเสี่ยง แล้วสิ่งที่พยายามฟอกขาวช่วย ศักดิ์สยาม จะทำให้เรื่องลามไปถึงศักดิ์สยาม กล่องดวงใจของพรรคภูมิใจไทย เป็นลำดับต่อไปหรือไม่ เท่ากับว่า ประธานโสภณ จะทำหน้าที่เป็นแค่บุรุษไปรษณีย์เท่านั้น หรือจะต้องเป็นเสมือน “ปราการ” ด่านสำคัญที่จะต้อง ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม !!








