เมื่อวันที่ 29 เม.ย.69 “เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ระบุว่า...
Super G รัฐมนตรี CEO
คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ กำลังบริหารกระทรวงพาณิชย์แบบ CEO มากกว่าข้าราชการแบบเดิม
และนี่อาจเป็นเหตุผลที่คนบางกลุ่มยังอ่านเกมนี้ไม่ขาด
เพราะถ้ามองด้วยกรอบการเมืองแบบเก่า ก็จะเห็นเพียงภาพรัฐมนตรีไปยืนไลฟ์ขายทุเรียนกับอินฟลูเอนเซอร์
แต่นี่คือรัฐมนตรีพาณิชย์ที่กำลังนำวิธีคิดแบบนักบริหารธุรกิจ มาใช้กับงานราชการด้านการค้า
ผมไม่ได้ “เชียร์เพราะเลือกที่จะเชียร์” แต่กำลังอ่านปรากฏการณ์นี้ผ่านกรอบวิชาการด้านรัฐประศาสนศาสตร์และบริหารธุรกิจ
ด้วยพื้นฐานที่ผมเรียนมาทั้งด้าน Public Administration และ Business Administration ผมมองกรณีนี้ผ่านกรอบที่เรียกว่า New Public Management หรือการบริหารภาครัฐแนวใหม่
หัวใจของแนวคิดนี้คือ รัฐไม่ควรทำงานแบบราชการดั้งเดิมที่รอปัญหาเกิดแล้วค่อยออกมาตรการตามหลัง แต่ควรนำวิธีคิดและเครื่องมือของภาคธุรกิจมาใช้ในงานบริหารราชการ เช่น การเน้นผลลัพธ์ การใช้ข้อมูล การวัดประสิทธิภาพ การเปิดตลาด การทำงานร่วมกับเอกชน และการตอบสนองต่อประชาชนหรือผู้มีส่วนได้เสียให้รวดเร็วขึ้น
ประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมากนำแนวคิดแบบนี้มาใช้ในการปฏิรูประบบราชการมานานแล้ว โดยเฉพาะประเทศตะวันตก ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ที่พยายามทำให้ระบบราชการทำงานแบบเน้นผลลัพธ์ ใช้เครื่องมือภาคธุรกิจ ทำงานเร็วขึ้น วัดผลได้มากขึ้น และตอบสนองประชาชนและตลาดมากขึ้น
ดังนั้น เมื่อผมมองกรณีคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในกระทรวงพาณิชย์ ผมไม่ได้เห็นแค่ภาพรัฐมนตรีไปไลฟ์ขายทุเรียนกับอินฟลูเอนเซอร์
แต่ผมเห็น “วิธีคิดแบบนักบริหารธุรกิจ” ที่ถูกนำมาใช้กับ “การบริหารราชการด้านการค้า”
นี่คือจุดที่หลายคนอาจมองไม่เห็น
ถ้ามองด้วยกรอบ New Public Management จะเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รัฐกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้รอแก้ปัญหา” ไปเป็น “ผู้สร้างตลาดล่วงหน้า”
จากรัฐที่รอให้ผลผลิตล้นตลาดแล้วค่อยเยียวยา
ไปสู่รัฐที่พยายามสร้างดีมานด์ก่อนซัพพลายจะทะลัก
นี่คือสิ่งที่ผมเห็นในกรณีทุเรียน 100 บาท
เพราะคุณศุภจีไม่ได้มองทุเรียนเป็นแค่ “ผลผลิตเกษตรที่รอขาย”
แต่มองเป็น สินค้าในระบบตลาด ที่ต้องบริหารทั้ง demand, supply, channel, customer, platform และ price perception
นี่คือความต่างระหว่างวิธีคิดราชการแบบเดิม กับวิธีคิดแบบนักบริหารธุรกิจ
Live Commerce ไม่ได้เป็นแค่การไลฟ์ขายของ แต่เป็นเครื่องมือสร้างดีมานด์ล่วงหน้าผ่านระบบ pre-order ก่อนผลผลิตทุเรียนจำนวนมากจะออกสู่ตลาดหลัง 10 พฤษภาคม เพื่อป้องกันปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตก
ข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ปี 2569 ผลผลิตทุเรียนทั้งประเทศคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.071 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 33% โดยภาคตะวันออกมีผลผลิตประมาณ 0.998 ล้านตัน และจะออกสู่ตลาดสูงสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีผลผลิตมากถึงประมาณ 0.47 ล้านตัน หรือราว 47% ของผลผลิตภาคตะวันออก
การสรุปทันทีว่า “ศุภจีกดราคาทุเรียน” หรือ “กลไกตลาดพัง” ทั้งที่ยังไม่มีข้อมูลว่าราคาหน้าสวนพังจริง คือการเมืองนำข้อเท็จจริง
นี่คือจุดที่คนจำนวนมากยังตามไม่ทัน
หนึ่ง — นี่คือการสร้างดีมานด์ก่อนซัพพลายทะลัก
หลัง 10 พฤษภาคม ทุเรียนภาคตะวันออกจะเริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้น ถ้าไม่เตรียมดีมานด์ไว้ก่อน ก็อาจเกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาถูกกด
นี่คือแนวคิดแบบธุรกิจเต็ม ๆ เพราะในโลกธุรกิจ ถ้ารู้ว่าสินค้าจะออกมาเยอะ ผู้บริหารต้องสร้างตลาดรอ ไม่ใช่ปล่อยให้สต็อกล้นแล้วค่อยลดราคา
สอง — Pre-order คือเครื่องมือบริหารตลาด
การไลฟ์ไม่ได้มีเป้าหมายแค่ขายหมดในวันเดียว แต่สร้างคำสั่งซื้อรอล่วงหน้า ทำให้ตลาดรู้ว่ามี demand รองรับ ไม่ใช่ปล่อยให้ผลผลิตออกมาก่อนแล้วค่อยหาคนซื้อ
นี่คือการเปลี่ยนจาก “ขายเมื่อของออก” เป็น “ขายก่อนของออก” เพื่อให้ผู้ผลิตเห็นยอดต้องการล่วงหน้า วางแผนจัดส่งได้ และลดความเสี่ยงของราคาตก
สาม — Live Commerce คือโครงสร้างตลาดใหม่
คนที่มองแบบเก่าจะเห็นแค่ “ไลฟ์ขายของ” แต่คนที่เข้าใจธุรกิจยุคใหม่จะเห็นว่า Live Commerce คือช่องทางขายจริง สร้างยอดขายจริง สร้างข้อมูลลูกค้าจริง และกระจาย demand ได้เร็วมาก
สี่ — นี่คือรัฐเชิงรุก ไม่ใช่รัฐรอเยียวยา
รัฐแบบเก่ารอให้ราคาตกแล้วค่อยแก้ แต่แนวทางนี้คือป้องกันก่อนปัญหาเกิด
นี่คือการเปลี่ยนบทบาทรัฐจาก “ผู้ตามแก้ปัญหา” เป็น “ผู้เตรียมตลาดก่อนปัญหาเกิด” ซึ่งทันสมัยกว่าระบบราชการแบบเดิมมาก
ห้า — ฝ่ายการเมืองพยายามย่อเรื่องใหญ่ให้เหลือเรื่องเล็ก
จากเรื่องการบริหารดีมานด์ล่วงหน้า กลายเป็นวาทกรรมว่า “รัฐมนตรีช่วยอินฟลูขายของ”
เกมการเมืองพยายามทำให้คนเห็นแค่ภาพ “รัฐมนตรีช่วยอินฟลูขายของ” ทั้งที่เรื่องจริงคือการบริหาร demand-supply ของสินค้าเกษตรทั้งระบบ
คุณศุภจีไม่ได้มองทุเรียนเป็นแค่ผลไม้ที่ต้องรอขาย แต่มองเป็นสินค้าที่ต้องบริหารตลาดล่วงหน้า นี่คือวิธีคิดแบบนักบริหารธุรกิจ ไม่ใช่วิธีคิดแบบราชการที่รอให้ราคาตกแล้วค่อยเยียวยา
นี่คือการสร้างดีมานด์ล่วงหน้า ก่อนซัพพลายทุเรียนจะทะลักเข้าสู่ตลาด
คุณศุภจีกำลังนำประสบการณ์บริหารธุรกิจแนวใหม่มาใช้กับกระทรวงพาณิชย์ โดยเปลี่ยนบทบาทรัฐจากผู้รอแก้ปัญหา เป็นผู้สร้างตลาดล่วงหน้า
และนี่คือสิ่งที่คนบางกลุ่มตามไม่ทัน เพราะยังมองสินค้าเกษตรผ่านกรอบเก่า คือรอให้ผลผลิตออกมา รอให้ราคาตก แล้วค่อยถามว่ารัฐจะช่วยอย่างไร
แต่คุณศุภจีกำลังถามอีกแบบ
ก่อนที่ผลผลิตจะออกมา เราจะสร้างตลาดรอไว้ได้อย่างไร
คุณศุภจีกำลังทดสอบสมมติฐานที่น่าสนใจ ว่ารัฐสามารถเป็น market-maker ได้จริง ไม่ใช่แค่ market-responder
แต่การพิสูจน์สมมติฐานนี้ไม่ได้อยู่ที่ยอดไลฟ์ หรือจำนวนคนดู
มันอยู่ที่ราคาหน้าสวนในเดือนพฤษภาคม
ถ้าราคาหน้าสวนยืนได้ในช่วงที่ผลผลิตทะลัก นั่นคือหลักฐานว่า New Public Management ใช้ได้จริงในงานการค้าของไทย
ถ้าราคาหน้าสวนยังพัง แม้จะมีไลฟ์และ pre-order การวิเคราะห์ก็ต้องกลับมาทบทวนว่า demand ที่สร้างได้นั้น มันเพียงพอจริงหรือไม่
อย่าเพิ่งตัดสินอะไรในวันนี้
แล้วเราจะได้รู้ไปพร้อมกันว่า
Super G สมคำร่ำลือ จริงหรือไม่








