วันที่ 29 เมษายน 2569 นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เดือนกุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 6,469 ราย ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ เกี่ยวกับภาระหนี้สินของประชาชนและแนวโน้มในอนาคต ผลการสำรวจพบว่า สัดส่วนหนี้สินของประชาชนในปี 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ปี 2569 ประชาชนมีแนวโน้มระมัดระวังทางการเงินมากขึ้น เพราะ ความไม่แน่นอนของรายได้และภาระค่าใช้จ่ายจำเป็น ภาพรวม ร้อยละ 62.44 มีหนี้สิน เมื่อพิจารณาตามกลุ่มอาชีพ พบว่า พนักงานของรัฐ เกษตรกร และอาชีพรับจ้างอิสระเป็นหนี้มากสุด และ สัดส่วนหนี้สินเพิ่มขึ้นตามรายได้เช่นกัน โดยกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนหนี้สินมากที่สุด ประชาชนร้อยละ 78.86 เป็นหนี้ในระบบ ร้อยละ 13.72 เป็นหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบ และร้อยละ 7.43หนี้นอกระบบ โดยกลุ่มเกษียณอายุและไม่ได้ทำงาน และกลุ่มอาชีพรับจ้างและบริการอิสระเป็นกลุ่มที่มีภาระหนี้นอกระบบสูงกว่ากลุ่มอาชีพอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่กลุ่มอาชีพเกษตรมีหนี้ทั้งในและนอกระบบ
ผลสำรวจในภาพรวม ยังพบว่า ผู้ที่อายุต่ำกว่า 29 ปีโดยเฉพาะ 20-29 ปี ผ่อนชำระและขอสินเชื่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สูงอย่างมีนัยสำคัญและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต ขณะที่กลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป กู้ยืมจากสถาบันการเงินมากที่สุด เมื่อพิจารณาตามกลุ่มอาชีพ พบว่านักศึกษามีหนี้สินผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากที่สุดที่ร้อยละ 31.55 รองลงมาด้วย หนี้กู้ยืมกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
สำหรับแนวทางปรับตัว คือ การลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและการหารายได้เพิ่ม รวมทั้งการวางแผนค่าใช้จ่ายซึ่งได้รับความนิยมในกลุ่มอายุต่ำกว่า 20 มากกว่ากลุ่มอื่นๆ โดยสถานการณ์หนี้สิน ปี 2569 ในภาพรวม จะมีแนวโน้มไม่สร้างหนี้เพิ่มเติม สูงถึงร้อยละ 61.84 กลุ่มเจ้าของกิจการมีแนวโน้มการสร้างหนี้สินเพื่อการประคับประคองธุรกิจหรือกิจการมากกว่าการสร้างหนี้สินเพื่อการลงทุนขยายกิจการ ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้แน่นอน อาทิ พนักงานของรัฐและพนักงานเอกชน มีแนวโน้มจะสร้างหนี้สินเพื่อซื้อสินทรัพย์มากกว่ากลุ่มอาชีพอื่น ผลการสำรวจครั้งนี้ พบว่า ภาระหนี้สินของประชาชนยังถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศ สะท้อนถึงระดับหนี้สินที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความเปราะบางทางการเงินในหลายกลุ่ม จึงจำเป็นต้องติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคการบริโภคและการผลิต รวมถึงความกังวลของประชาชนในการใช้จ่าย ซึ่งอาจส่งผลต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชนที่จะเปลี่ยนแปลงในระยะต่อไป
กระทรวงพาณิชย์ จะติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องในด้านการดูแลราคาสินค้าและบริการ การบรรเทาภาระค่าครองชีพ การส่งเสริมบรรยากาศการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถขยายช่องทางการตลาดและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง








