วันที่ 26 เมษายน 2569 ที่พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมใหญ่โดยระบุว่า ที่ประชุมใหญ่มีมติเห็นชอบให้ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคนใหม่ และนางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค นอกจากนี้ยังได้มีการเสนอชื่อ นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ให้ดำรงตำแหน่งโฆษกพรรคประชาชน ซึ่งอยู่ระหว่างรอการยืนยันผลการลงมติอย่างเป็นทางการ โดยยืนยันว่าบุคลากรทุกคนพร้อมเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะเลขาธิการพรรคคนใหม่ มีทิศทางขับเคลื่อนพรรคอย่างไรให้แตกต่างจากเดิม และจะรับมือกับการสรรหาผู้สมัครท่ามกลางสถานการณ์นิติสงครามอย่างไร นายพิจารณ์ ชี้แจงว่า ตนจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในทุกองคาพยพ ทั้ง ส.ส. ทีมจังหวัด เครือข่าย และตัวแทนพรรค ภายใต้แนวคิด People Centric หรือประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยมุ่งเน้นการติดอาวุธทางความรู้ทั้งกฎหมายและกลไกสภาเพื่อให้การทำงานในและนอกสภาเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ แม้จะอยู่ในฐานะฝ่ายค้านแต่จะใช้กลไกการรณรงค์กฎหมายเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน
สำหรับความกดดันในการทำหน้าที่เลขาธิการพรรคท่ามกลางนิติสงครามและการถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส. บางส่วนนั้น ตนมองว่าเป็นโอกาสที่จะขับเคลื่อนงานผ่าน ส.ส. ที่เหลืออยู่ให้มีพลังที่สุด โดยจะเร่งกระบวนการคัดเลือกและรับรองผู้สมัครให้รวดเร็วยิ่งขึ้นเพื่อปูทางสู่การเลือกตั้ง ส่วนประเด็นผู้สมัครที่อาจเกี่ยวข้องกับบ้านใหญ่หรือกลุ่มอิทธิพลเดิมนั้น พรรคเปิดกว้างโดยยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นตัวตั้ง และจะไม่พิจารณาเพียงแค่นามสกุล แต่จะดูที่อุดมการณ์และความพร้อมในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการเคาะตัวผู้สมัครที่รวดเร็วจะช่วยให้ผู้สมัครได้แสดงฝีมือนอกฤดูกาลเลือกตั้งให้ประชาชนเห็นความตั้งใจ
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเป็นเอกภาพภายในพรรค โดยเฉพาะประเด็นปัจเจกโด่งดังแต่ขบวนการพัง รวมถึงกรณีการตรวจสอบ ป.ป.ช. และความสัมพันธ์กับผู้ช่วย ส.ส. ที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงกับสื่อ นายณัฐพงษ์ได้ชี้แจงว่า ตนอยากให้มองในภาพใหญ่ว่ามีกลุ่มคนไม่กี่คนพยายามควบคุมสิทธิเสรีภาพและอำนาจรัฐในทุกช่องทาง เราเห็นตัวอย่างกรณี ป.ป.ช. ที่สังคมตั้งคำถามเรื่องสองมาตรฐาน การยุบพรรคการเมืองในอดีต ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน และวิกฤตน้ำมันที่ประชาชนได้ประโยชน์หลังสุด ขณะที่กลุ่มทุนใหญ่ได้ประโยชน์ก่อนเพื่อน ดังนั้นปัญหาความเห็นต่างภายในพรรคตามที่อาจารย์ต้น วีระยุทธ เสนอไว้ว่ายุคสมัยนี้ปัจเจกโด่งดังแต่ทำให้ขบวนการพังทลาย เป็นสิ่งที่เมื่อเราตกผลึกร่วมกันแล้ว อะไรที่เห็นต่างก็ควรคุยกันภายในพรรค เพราะการวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่คุยจบแล้วออกไปภายนอกจะทำให้การขับเคลื่อนขาดเอกภาพ ซึ่งตลอด 3 วันที่ผ่านมาเราได้คุยเรื่องนี้จนตกผลึกแล้วว่าวิธีการทำงานแบบนี้เท่านั้นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงได้
นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงกรณีการล่าชื่อตรวจสอบ ป.ป.ช. ว่าพรรคพร้อมดำเนินการร่วมกับ ส.ส. และ ส.ว. โดยปัจจุบันพรรคมี 120 เสียง ขาดอีกประมาณ 20 เสียงเพื่อให้ครบ 140 เสียงตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้มีการพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านและ ส.ว. บางส่วนไว้แล้ว ส่วนกรณีการวิพากษ์วิจารณ์ของนายปิยบุตร แสงกนกกุล นั้นมองว่าเป็นสิทธิเสรีภาพเนื่องจากไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค แต่สำหรับสมาชิกพรรคต้องยึดถือวินัยและข้อบังคับพรรคเพื่อให้การขับเคลื่อนมีเอกภาพ พร้อมกันนี้ได้กล่าวขออภัยสื่อมวลชนกรณีผู้ช่วย ส.ส. ใช้คำพูดไม่เหมาะสม โดยยืนยันว่าพรรคเคารพสิทธิเสรีภาพของสื่อในการวิพากษ์วิจารณ์ และได้มีการตักเตือนผู้เกี่ยวข้องแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามถึงรายละเอียดการจัดตั้ง ครม.เงา และกระบวนการคัดเลือกประธานกรรมาธิการ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยว่า พรรคจะเปิดตัว ครม.เงา อย่างเป็นทางการภายในสิ้นเดือนนี้ โดยจะประชุมรายสัปดาห์เพื่อเสนอทางเลือกที่ดีกว่าให้ประเทศ แบ่งการทำงานเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านความมั่นคง, ด้านเศรษฐกิจ, ด้านคุณภาพชีวิต และด้านการปฏิรูปภาครัฐและกฎหมาย โครงสร้างนี้จะเน้นการทำงานเป็นทีมตามคลัสเตอร์มากกว่าแยกตามรายกระทรวง เพื่อให้ครอบคลุมประเด็นที่ถูกทอดทิ้ง เช่น ทีมเศรษฐกิจสำหรับ SME และเศรษฐกิจใหม่ สำหรับการเลือกประธานกรรมาธิการภายในพรรค จะใช้วิธีการเปิดกว้างให้ทั้ง ส.ส. ใหม่ ส.ส. ต่อเนื่อง และ ส.ส. 10 ท่านที่ไม่ได้ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ได้แสดงศักยภาพและแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเมินเสถียรภาพรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินอย่างไร และความคืบหน้าเรื่องผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่น พรรคได้คัดเลือก นายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ดำรงตำแหน่งผู้สมัครนายกเมืองพัทยาแทนคนเดิมเรียบร้อยแล้ว ส่วนผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้
สำหรับเสถียรภาพรัฐบาลชุดนี้ แม้ภายนอกจะดูเข้มแข็งจากการสนับสนุนของ ส.ว. และองค์กรอิสระ แต่ภายในมีความเปราะบางสูงเนื่องจากเป็นการรวมตัวของกลุ่มผลประโยชน์ ทั้งมุ้งใหญ่จากพรรคภูมิใจไทยและกลุ่มทุนที่อิงแอบอำนาจรัฐ โดยเฉพาะวิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อเกิดปัญหา รัฐบาลที่ยึดโยงด้วยผลประโยชน์จะแสดงความอ่อนแอออกมา ซึ่งเป็นหน้าที่ของพรรคประชาชนที่จะชี้ให้ประชาชนเห็นความเปราะบางนี้ และยืนยันว่าหากรัฐบาลยังทำงานเพื่อกลุ่มทุน สังคมไทยจะยิ่งเปราะบางและสุดท้ายรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้เอง








