จากกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ได้เปิดพื้นที่รับข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 เพื่อให้ผู้ปกครองร่วมสะท้อนประเด็นค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมผ่านแฮชแท็ก #เรียนฟรีที่แปลว่า ซึ่งพบว่ามีประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นและแชร์ประสบการณ์จำนวนมาก สะท้อนถึงภาระค่าใช้จ่ายจริงที่สวนทางกับนโยบายรัฐ โดยข้อมูลระบุว่าค่าชุดนักเรียนพุ่งสูงถึงกว่า 4,000 บาท และค่าหนังสือประมาณ 1,900 บาท แต่กลับได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเพียง 200 บาทเท่านั้น ขณะที่บางรายระบุว่าแม้หนังสือจะเรียนฟรีจริง แต่ค่าชุดและค่าเทอมกลับไม่มีคำว่าฟรีอยู่จริง โดยมีเพียงเงินอุดหนุนช่วยเหลือค่าครองชีพคืนมาเพียงหลักร้อยบาท
นอกจากนี้ในระดับประถมศึกษา พบว่าผู้ปกครองต้องจ่ายค่ารองเท้า 2 คู่ ชุดนักเรียน 4 ชุด ซึ่งหากเป็นโรงเรียนเอกชนจะมีราคาสูงถึงชุดละ 1,000 บาท เมื่อรวมค่าชุดพละ กระเป๋า และเครื่องเขียนแล้ว พบว่ายอดรวมที่สามารถเบิกคืนได้มีไม่ถึง 400 บาท ซึ่งยังไม่รวมค่าเทอมที่เป็นภาระหลัก
ในมิติด้านสวัสดิการและการจัดการความเหลื่อมล้ำ มีเสียงสะท้อนจากผู้ปกครองที่มีบุตร 3 คน ระบุถึงความยากลำบากในการเลี้ยงดูบุตรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาความช่วยเหลือผ่านการลดหย่อนภาษีแทนการแจกเงิน โดยต้องการให้ปรับค่าลดหย่อนบุตรเป็น 60,000 บาทสำหรับเด็กทุกคน รวมถึงให้นำค่าเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพเด็ก ค่าเทอมทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชน ตลอดจนค่าเรียนเสริมทักษะต่าง ๆ มาลดหย่อนภาษีได้ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระที่เกิดขึ้นจริงซึ่งปัจจุบันค่าลดหย่อนที่ได้รับเพียงเดือนละ 2,500 ถึง 5,000 บาทนั้นไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายจริง
สอดคล้องกับข้อมูลที่ว่าแม้รัฐจะรณรงค์ให้คนมีลูกเนื่องจากสถิติเด็กเกิดน้อย แต่ในความเป็นจริงโรงเรียนรัฐบาลในห้องเรียนพิเศษ (EP) มีค่าเทอมสูงเกือบ 30,000 บาท และยังมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงอย่างชุดลูกเสือที่จะเพิ่มขึ้นเมื่อเลื่อนชั้นเป็น ป.4 ซึ่งหลายครอบครัวยอมรับว่าการจ่ายค่าเทอมแพงคือการซื้อสังคมและสภาพแวดล้อมให้ลูก อย่างไรก็ตาม ยังมีตัวอย่างเชิงบวกที่โรงเรียนบ้านนิคมวังหิน จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีผู้แสดงความเห็นว่าเป็นโรงเรียนรัฐบาลที่จัดหาชุดพละ ชุดไทย ชุดขาว และกระเป๋าให้ฟรี ช่วยลดภาระผู้ปกครองได้มาก
เมื่อพิจารณาในรายละเอียดเชิงลึกของค่าใช้จ่ายรายบุคคล พบว่าผู้ปกครองที่มีลูกเรียนชั้น ม.ปลาย ต้องเตรียมเงินไว้ไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท สำหรับค่าเทอม 1,800 บาท ประกัน 600 บาท และค่าชุดนักเรียนรวมถึงชุดพละและเสื้อสีที่ราคาชุดละ 500-600 บาทตามขนาด
บางรายมีค่าใช้จ่ายสูงกว่านั้น โดยเป็นค่าเสื้อ 1,500 บาท กางเกง 2,000 บาท หนังสือ 2,800 บาท รองเท้า 385 บาท และประกันอุบัติเหตุ (PA) 850 บาท ซึ่งหากรวมค่าเทอมห้องแอร์และค่าเรียนพิเศษอาจพุ่งสูงถึงเทอมละ 21,000 บาท
นอกจากนี้ยังมีเสียงสะท้อนเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เช่นในรัฐบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี ที่ไม่มีค่าเทอมและค่าหนังสือ เนื่องจากใช้ระบบส่งต่อหนังสือรุ่นต่อรุ่นโดยไม่ขีดเขียน และไม่มีเครื่องแบบนักเรียน ทำให้ภาระของผู้ปกครองลดลงอย่างเห็นได้ชัด
สถานการณ์ความกดดันทางการเงินยังส่งผลให้ผู้ปกครองบางส่วนต้องพึ่งพาโรงรับจำนำเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าใช้จ่ายที่อาจสูงถึง 50,000 บาทต่อครอบครัว โดยเฉพาะค่าหนังสือและค่าเทอมที่คูณตามจำนวนบุตร ยังไม่รวมถึงปัญหาค่าแป๊ะเจี๊ยในโรงเรียนดังพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีมูลค่าตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้านบาท ซึ่งเป็นที่รับรู้กันทั่วไปในสังคมไทย
นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายหลักแล้ว ยังมี "ค่าใช้จ่ายแอบแฝง" อีกจำนวนมาก เช่น ค่าปักเสื้อ ค่าแถบป้ายชั้นปี ค่าสมาร์ทโฟนเพื่อใช้ในการเรียนการสอนผ่านกลุ่มไลน์ ค่าทัศนศึกษา ค่ายวิชาการ ค่าวัสดุอุปกรณ์กิจกรรม และค่าชุดตามสายชั้นเรียนหรือกิจกรรมพิเศษ เช่น วันจีนหรือวันญี่ปุ่น รวมถึงค่าครูภาษาต่างประเทศ
โดยมีกรณีตัวอย่างที่ผู้ปกครองต้องแบกรับค่าเทอมสูงถึง 34,000 บาท ค่าหนังสือ 3,000 บาท ค่ารถรับส่ง 3,000 บาท และค่าน้ำมันรถรวมถึงค่าขนมรายวัน ซึ่งสะท้อนนิยามของคำว่า "เรียนฟรี" ในปัจจุบันยังคงสวนทางกับสถานการณ์ที่ผู้ปกครองต้องเผชิญ








