การเมืองทั่วไป

“ศิริกัญญา” ทุบแผนกู้ 5 แสนล้าน ซัดรัฐปากแข็ง หนี้จ่อทะลุ 70% เตือนเสี่ยงหลุด Investment Grade

แชร์ข่าว

วันที่ 23 เม.ย.69 วันที่ 22 เม.ย.69 นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผผ่านเฟซบุ๊ก Sirikanya Tansakun - ศิริกัญญา ตันสกุล ระบุว่า...

”[ยังไม่ขยายเพดานหนี้ตอนนี้… แต่พอจะกู้ก็ต้องขยายอยู่ดี]

วันนี้ รองนายก เอกนิติ ออกมายอมรับเองจากปากแล้วว่าจะออก พ.ร.ก. เงินกู้ หลังจากคนในรัฐบาลสลับกันออกมาพูดกันคนละทิศ คนละทาง แต่ยังปากแข็งเรื่องขยายเพดานหนี้สาธารณะ จาก 70% เป็น 75% ว่า “ยังไม่ขยาย” แต่พอดูตัวเลขแล้วก็ต้องบอกว่าตอนนี้อาจจะยัง… แต่อีกไม่นาน ถ้าจะกู้จริงๆ ก็ต้องขยายเพดานในที่สุด

คุณเอกนิติยังบอกอีกว่า ถ้ากู้ไม่ถึง 800,000 ล้าน ก็ยังไม่เกิน ซึ่งก็เป็นความจริง (ครึ่งเดียว) ตัวเลขล่าสุดของยอดหนี้สาธารณะ ณ ก.พ. 69 อยู่ที่ 66% ก็จริง แต่รัฐบาลยังมีแผนจะกู้เพื่อชดเชยขาดดุลอีกเกือบ 500,000 ล้านเพื่อปิดหีบงบปี 69 ในอีก 5 เดือนข้างหน้า หนี้ต่อจีดีพี จะขึ้นไปอยู่ที่ 67% และถ้ากู้เพิ่มอีก 500,000 ล้านผ่านการออก พ.ร.ก. ก็จะทำให้หนี้สาธารณะขึ้นไปเกิน 70%ของจีดีพี ทันที

เท่ากับว่าก่อนที่ครม. จะมีมติ คุณเอกนิติในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังแห่งรัฐต้องออกประกาศขยายเพดานหนี้สาธารณะของประเทศนี้อีกครั้ง ก็ไม่รู้ว่าจะปฏิเสธไปทำไม

[ราคาที่ต้องจ่ายของการก่อหนี้เพิ่มอีก 500,000 ล้าน]

แม้จะเข้าใจสถานการณ์การคลังตอนนี้แค่ไหน ก็ยังอดห่วงกับการกู้ครั้งนี้ไม่ได้ เพราะเดิมพันนั้นสูงมาก หากล้มเหลวที่จะกอบกู้เศรษฐกิจเหมือนตอนโควิดอีกครั้ง เราอาจจะต้องอยู่กับภาวะหนี้สูง-โตต่ำไปอีกนาน

ตัวยอดหนี้เทียบกับจีดีพีอาจจะไม่ได้บอกอะไรเรามากนัก 70% อาจจะยังไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่การกู้มีราคาที่ต้องจ่ายนั่นก็คือ ดอกเบี้ย และดอกเบี้ยนี่เองที่จะมีผลโดยตรงต่องบประมาณ และเศรษฐกิจ แถมยังเป็นตัวชี้วัดอย่างดีว่า “หนี้สาธารณะของประเทศนี้มีปัญหาหรือยัง?”

ลำพังการออกงบประมาณในแต่ละปี ๆ ตามปกติ ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้เจ้าหนี้ก็สูงขึ้นมากมาโดยตลอด ปี 69 อยู่ที่ 270,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับรายได้จัดเก็บได้แล้วอยู่ราวๆ 9% และกำลังจะเพิ่มอย่างก้าวกระโดดเป็น 12% ในปีงบ 70 (ตามแผนการคลังระยะปานกลาง 70-73) ในขณะที่หนึ่งในเกณฑ์สำหรับการเป็นพันธบัตรระดับ investment grade บอกว่าสัดส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้ไม่ควรเกิน 10%

ถ้ากู้เพิ่ม 500,000 ล้าน จะมีดอกต้องจ่ายเพิ่มอีกราว 10,000 ล้านบาท ในงบปีหน้า รัฐบาลต้องเตรียมงบชำระหนี้ ทัังต้นทั้งดอกรวม 520,000 ล้านบาทแล้ว จากงบ 3.78 ล้านล้านบาท เหลือใช้ได้จริงๆไม่ถึง 3.3 ล้านล้าน และเงินชำระหนี้นี้จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึง 640,000 ล้านในปี 73 ยิ่งกัดกินงบประมาณให้เหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ

เราจึงต้องมั่นใจว่ากู้แล้วต้องทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้จริงๆ ทั้งทำให้เศรษฐกิจกลับมาโตเต็มศักยภาพ และขยายศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้โตได้ดีกว่าเดิมด้วย เพราะจะเป็นทางเดียวที่จะทำให้ดอกเบี้ยจะไม่มาฉุดรั้งงบประมาณแผ่นดิน เนื่องจากจะจัดเก็บรายได้ได้เพิ่มอัตโนมัติจากเศรษฐกิจขยายตัว และเมื่อเศรษฐกิจดี ท่านรองนายก “อาจจะ” เก็บภาษีตัวใหม่ๆ ได้ด้วย

[โครงการปฏิกิริยา (reactive) vs. โครงการสร้างอนาคต (visionary)]

โครงการเยียวยาประคับประคองเฉพาะหน้าจะเลือกแจกให้ตรงจุดตรงเป้าอย่างไร ขึ้นอยู่กับการออกแบบ แต่ขอย้ำอีกครั้งว่า ถ้าจะแจกแบบสุ่มอย่างคนละครึ่งก็อาจจะไม่ได้ตรงเป้ามากนัก

แต่โครงการฟื้นฟูที่อยากเห็น ต้องไปไกลกว่าการ “react” ต่อเหตุการณ์วิกฤตพลังงาน แต่ต้อง “มองไกล” ต่อยอดให้เห็นอนาคต และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้จริง

แทนที่จะเอาเงินไปอุดหนุนโซลาร์ฟาร์ม เราอยากเห็นรัฐบาลเอาเงินไปลงทุนพัฒนาสายส่งให้เป็น smart grid เพื่อรองรับการเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดจากภาคประชาชน และเอกชน

แทนที่จะเอาเงินไปอุดหนุน “รถเก่าแลกรถใหม่” เราอยากเห็นรัฐบาลอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไขเพื่อสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่ให้เกิดขึ้นได้จริง โดยเงื่อนไขสำคัญคือมูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่ต้องเกิดขึ้นในประเทศ ไม่ใช่แค่การนำเข้าทุกอย่างมาประกอบ ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ผู้ประกอบการในประเทศจริง ไม่ใช่แค่มาเปิดหลักสูตรสอนในมหาวิทยาลัย

นี่อาจจะเป็น “การกู้นอกงบประมาณครั้งสุดท้าย” ที่เราจะสามารถทำได้ก่อนที่การคลังประเทศจะไม่เปิดโอกาสแบบนี้อีก

ได้โปรดใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างคุ้มค่าที่สุด“

#ศิริกัญญา #กู้เงิน5แสนล้าน #หนี้สาธารณะ #เศรษฐกิจไทย #InvestmentGrade #การเมืองไทย #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline

ข่าวแนะนำ