วันที่ 21 เมษายน 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผู้ว่าฯกทม. เพื่อไทย ยกธงขาวพรรคแรก
หลังจากคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ได้ประกาศวันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานครใน วันที่ 28 มิถุนายน 2569 หลังจากนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหมดวาระลง ตัวนายชัชชาติเองยังไม่ประกาศว่า จะการลงสมัครรับเลือกตั้งในสมัยที่2อีกหรือไม่ โดยรอวันที่หมดวาระก่อน ถึงจะประกาศว่า จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ราชการกรุงเทพมหานครอีกสมัยหรือไม่
แต่ในส่วนของพรรคการเมือง เห็นได้ชัดว่า พรรคเพื่อไทยโดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคได้ประกาศท่าทีอย่างชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่ส่งผู้สมัครในตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.โดยอ้างเหตุผล เป็นพรรคการเมืองระดับชาติ จะขับเคลื่อนหรือมุ่งเดินหน้าเฉพาะภาพใหญ่ ส่วนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) จะต้องคุยกันอีกว่าจะส่งหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวออกมาว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่ส่งผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.)เช่นเดียวกัน
ก็เป็นที่น่าแปลกใจว่า พรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย และมีฐานเสียงหนาแน่นในกรุงเทพ เคยส่งผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.มาหลายสมัย และได้รับคะแนนนิยมสูงมาก รวมไปถึงสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) ก็เคยได้รับเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทยจำนวนมากเช่นเดียวกัน แต่ล่าสุดพยายามอ้างเหตุผลว่า ต้องการจะขับเคลื่อนการเมืองภาพใหญ่มากกว่าการเมืองในกทม. ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ ถ้าหากว่าพรรคเพื่อไทยไม่พร้อมจะแข่งขัน ก็สามารถอธิบายหรือบอกเหตุผลอย่างตรงไปตรงมาต่อประชาชนได้ หรือถ้าจับมือใต้โต๊ะ หรือจะฮั้วทางการเมืองกับกลุ่มการเมืองใด หรือกับผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.คนใด ก็ควรบอกกล่าวให้ประชาชนได้ทราบ อย่าทำตัวแบบลับๆล่อๆ หรือทำตัวเป็นอีแอบ
การจะอ้างว่าไม่ส่งผู้ว่าฯกทม. เพื่อขับเคลื่อนการเมืองภาพใหญ่ มันเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น ในฐานะเป็นพรรคการเมืองเคยครองพื้นที่กรุงเทพฯมาก่อน ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ที่คาดการณ์ว่าน่าจะส่งผู้ว่าฯกทม.และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) น่าจะเป็นพรรคที่มีฐานเสียงในปัจจุบัน และเคยมีฐานเสียงมาก่อน ก็น่าจะตัดสินใจส่งด้วย เช่น
พรรคประชาชน ซึ่งมีเสียงหนาแน่นในกรุงเทพฯ ผลการเลือกตั้งส.ส.ครั้งที่ผ่านมา พรรคประชาชนกวาดจำนวนส.ส.ได้ทั้งหมด 33 คน ถ้าหากพรรคประชาชนไม่ส่งผู้สมัครในครั้งนี้ ถือว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดมาก เพราะไม่ได้รักษาฐานเสียงของพรรค จึงเชื่อว่าพรรคประชาชนต้องส่งผู้สมัครผู้ว่ากทมอย่างแน่นอน เพียงแต่จะเป็นบุคคลที่มีชื่อชั้นให้ประชาชนได้เลือก หรือได้ลุ้นหรือไม่เท่านั้น
พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยเป็นเจ้าของพื้นที่เดิมมาก่อน เคยครองตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.มาหลายสมัย แม้ว่ายุคนี้คะแนนอาจจะตกต่ำ แต่ก็มีฐานเสียงเดิมอยู่พอสมควร เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ คงจะสรรหาบุคคลที่เหมาะสมลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อรักษาฐานเสียงของตัวเองไว้ แม้ว่าคะแนนอาจจะเป็นรองพรรคการเมืองอื่นๆก็ตาม
พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เพิ่งมีฐานเสียงในกรุงเทพฯ เมื่อการเลือกตั้งส.ส.ครั้งที่ผ่านมาสูงเป็นอันดับ2 โดยการสนับสนุนของกลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว หรือฝ่ายขวาจัด อาจจะคิดรักษาฐานเสียง หรือเปิดฐานเสียงใหม่ในกรุงเทพฯก็เป็นได้ แม้ว่าการเลือกตั้งส.ส.ครั้งที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้จำนวนที่นั่งส.ส.เลยก็ตาม แต่ถือว่าเป็นการเปิดพื้นที่ใหม่ทางการเมือง ที่พรรคภูมิใจไทยไม่เคยได้รับโอกาสมากถึงขนาดนี้ ก็อาจจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ในนามพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ถือว่าได้เปรียบทางการเมืองมากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ
จึงสนับสนุนให้พรรคการเมืองใหญ่อย่างน้อย4พรรค ลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. พร้อมกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) แม้ว่าจะต้องแข่งขันกับแชมป์เก่าอย่างนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ถือว่าเป็นการแข่งขันทางการเมือง พรรคการเมืองเสนอตัวบุคคลให้ประชาชนได้มีทางเลือก
ไม่อยากเห็นการเมืองฮั้วกัน การเมืองสมยอมกัน หรือเป็นการล้มมวยทางการเมือง จึงสนับสนุนให้ทุกพรรคส่งตัวแทนลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจ








