คดี 44 สส.ก้าวไกลไม่ธรรมดา! อัษฎางค์ชี้ “เสรีภาพในสภา” ไม่ใช่เกราะกันผิด
เมื่อวันที่ 20 เม.ย.2569 “อัษฎางค์ ยมนาค” หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระและครีเอเตอร์ดิจิทัล โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า
บทที่ 4: คดีนี้ไม่ได้มองแค่ร่างกฎหมาย แต่มองพฤติการณ์ต่อเนื่องทั้งหมด
ซีรีส์: คดี 44 สส.ก้าวไกล — เสรีภาพในสภา ไม่ใช่เสรีภาพจากสภา
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
หนึ่งในวิธีอธิบายคดี 44 อดีต สส. ก้าวไกล ที่ทำให้คนเข้าใจผิดมากที่สุด คือการย่อทั้งเรื่องให้เหลือแค่ประโยคเดียวว่า
“ก็แค่เข้าชื่อเสนอร่างแก้กฎหมาย”
เพราะประโยคนี้ทำให้คนมองเห็นเพียง “แผ่นกระดาษ” แต่ไม่เห็น “พฤติการณ์แวดล้อม” ที่องค์กรตรวจสอบและศาลเคยใช้ประกอบการวินิจฉัยมาตั้งแต่ต้น.
ถ้าอ่านเส้นเรื่องอย่างจริงจัง จะเห็นว่าแกนของคดีนี้ไม่ใช่แค่การมีรายชื่อ สส. 44 คนไปปรากฏบนร่างแก้ไขกฎหมายฉบับหนึ่งเท่านั้น แต่คือคำถามว่า การกระทำดังกล่าวเมื่อวางอยู่ท่ามกลาง การหาเสียงเลือกตั้งด้วยนโยบายแก้ มาตรา 112 การรณรงค์ต่อเนื่อง และการสื่อสารทางการเมืองที่ผลักดันประเด็นเดียวกัน นั้น เข้าลักษณะเป็นเพียงการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติปกติ หรือถูกมองได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของพฤติการณ์ต่อเนื่องที่แตะระดับโครงสร้างของระบอบ
ที่ศาลรัฐธรรมนูญในคดีมาตรา 49 เมื่อ 31 มกราคม 2567 ไม่ได้เขียนถึงแค่ “การเสนอร่างแก้กฎหมาย” อย่างโดด ๆ แต่ระบุรวมถึงการใช้นโยบายแก้ มาตรา 112 หาเสียงเลือกตั้งปี 2566 และการรณรงค์ให้แก้กฎหมายดังกล่าวเรื่อยมา ก่อนวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง และสั่งให้เลิกการกระทำดังกล่าวต่อไป
ตรงนี้คือหัวใจที่ฝ่ายสนับสนุน 44 คนพยายามเลี่ยงไม่พูดถึง เพราะถ้าปล่อยให้สังคมมองเห็นแค่ “ร่างกฎหมายหนึ่งฉบับ” เรื่องก็จะดูเป็นการลงโทษความเห็นต่างทางนโยบาย แต่ทันทีที่เอาบริบททั้งหมดกลับเข้ามา ภาพจะเปลี่ยนทันที คดีนี้จึงไม่ได้ถูกวางอยู่บนฐานว่า “มีสิทธิเสนอร่างหรือไม่” อย่างเดียว หากอยู่บนฐานว่า การใช้สถานะ สส. ไปประกอบกับพฤติการณ์ทางการเมืองต่อเนื่อง ถูกองค์กรตามรัฐธรรมนูญมองว่าไปไกลกว่าการใช้อำนาจนิติบัญญัติธรรมดาหรือไม่
ยิ่งไปกว่านั้น ป.ป.ช. เองก็อธิบายแนวเดียวกันอย่างชัดเจนว่า ประเด็นที่ตรวจสอบไม่ใช่เพียงการมีสิทธิเสนอแก้กฎหมายตามรัฐธรรมนูญ
แต่รวมถึง เนื้อหาของร่างกฎหมายและพฤติการณ์แห่งการกระทำ ของผู้ถูกร้องด้วย
นี่แปลว่าในสายตาขององค์กรตรวจสอบ คดีนี้ไม่ใช่คดีของ “กระดาษ” แต่เป็นคดีของ “การใช้ตำแหน่งหน้าที่ทางการเมืองภายใต้บริบทเฉพาะ”
และนั่นเองที่ทำให้คดีถูกเดินบนขอบเขตความผิดทาง “จริยธรรมอย่างร้ายแรง” ไม่ใช่แค่การถกเถียงนโยบายในสภา
ถ้าถามว่าเหตุใดบริบทจึงสำคัญ คำตอบก็ง่ายมาก เพราะในทางกฎหมายและทางจริยธรรม การกระทำเดียวกันอาจมีความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิงเมื่อวางอยู่ในบริบทต่างกัน
การเสนอร่างกฎหมายบางเรื่องอาจเป็นงานปกติของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เมื่อองค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัยด้านรัฐธรรมนูญเคยชี้แล้วว่า วาระนั้นเชื่อมโยงกับการใช้สิทธิเสรีภาพในลักษณะที่เป็นภัยต่อระบอบ การกลับไปมองเฉพาะ “ขั้นตอนการเสนอร่าง” โดยตัดคำวินิจฉัยและพฤติการณ์ต่อเนื่องทิ้งเสียหมด ก็เท่ากับตัดส่วนที่สำคัญที่สุดของคดีออกไปเอง
พูดให้ชัดกว่านั้นคือ เอกสิทธิ์ของ สส. มีไว้คุ้มครองการทำหน้าที่ในสภา แต่ไม่ได้แปลว่า ทุกพฤติการณ์ที่แวดล้อมการใช้เอกสิทธิ์นั้นจะพ้นจากการพิจารณาไปทั้งหมด
หากยอมรับตรรกะว่า ทันทีที่มีการลงชื่อเสนอร่างกฎหมาย ทุกสิ่งทุกอย่างที่มาก่อนและมาพร้อมกันจะถูกล้างให้กลายเป็นเรื่องชอบด้วยกติกาโดยอัตโนมัติ เท่ากับเรากำลังทำให้ตำแหน่งผู้แทนราษฎรกลายเป็นเขตปลอดการตรวจสอบ ซึ่งขัดกับหลักนิติรัฐอย่างร้ายแรง. การมีอำนาจตามตำแหน่งจึงไม่เคยหมายความว่าอำนาจนั้นจะถูกใช้โดยไม่ต้องตอบคำถามต่อผลของมัน
ประเด็นนี้ยังสำคัญในเชิงการสื่อสารด้วย เพราะอีกฝ่ายมักใช้คำว่า “แค่เข้าชื่อ” เพื่อทำให้คดีดูเล็กลง แต่สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมอง คือภาพรวมของการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่อง ตั้งแต่การเสนอร่าง การหาเสียง และการสื่อสารทางการเมืองเรื่องเดียวกันอย่างไม่ขาดตอน เมื่อจิ๊กซอว์หลายชิ้นถูกนำมาวางต่อกัน ความหมายทางการเมืองและทางรัฐธรรมนูญของการกระทำจึงไม่เหมือนกับการใช้สิทธิทางนิติบัญญัติในกรณีทั่วไป
นี่เองที่ทำให้คดี 44 คนมีนัยมากกว่ารายชื่อบุคคล เพราะมันกำลังวัดว่า สภาจะถูกมองเป็นพื้นที่ของ เสรีภาพภายใต้กติกา หรือจะถูกตีความให้กลายเป็นพื้นที่ที่เพียงเปลี่ยนรูปการกระทำให้เป็น “กระบวนการนิติบัญญัติ” แล้วทุกอย่างก่อนหน้านั้นต้องถูกลืมไป
หากสังคมเลือกอย่างหลัง วันหนึ่งไม่ว่าใครจะใช้อำนาจในสภาไปแตะเส้นฐานของรัฐธรรมนูญเพียงใด ก็จะอ้างได้หมดว่าเป็นแค่การทำหน้าที่ตามตำแหน่ง และนั่นไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง แต่คือการแปลงเอกสิทธิ์ในสภาให้เป็นเกราะกำบังจากความรับผิด
ดังนั้น บทเรียนของบทนี้จึงมีเพียงข้อเดียวคือ
คดี 44 อดีต สส. ก้าวไกล ไม่ได้ถูกมองผ่านแค่ร่างกฎหมายหนึ่งฉบับ แต่ถูกมองผ่านพฤติการณ์ต่อเนื่องทั้งหมดที่ทำให้การใช้สิทธิทางนิติบัญญัติ ถูกตีความว่ามีนัยไปไกลกว่างานนิติบัญญัติปกติ
และเมื่อมองแบบนี้ ประโยคที่ว่า “ก็แค่เข้าชื่อเสนอร่าง” ก็อาจไม่ใช่คำอธิบายของคดีนี้เลย
แต่น่าจะเป็นเพียงวาทกรรมที่ใช้ย่อความจริงให้เล็กลง
จนเล็กเกินกว่าจะมองเห็นน้ำหนักที่แท้จริงของมัน
#คดี44สส #ก้าวไกล #การเมืองไทย #อัษฎางค์ #ศาลรัฐธรรมนูญ #ปปช #ข่าวการเมือง #วิเคราะห์การเมือง #ข่าววันนี้ #BreakingNews #ThailandPolitics #มาตรา112 #มาตรา49 #รัฐธรรมนูญ #สภา #นักการเมือง #ข่าวด่วน #ประเด็นร้อน #การเมืองร้อน #วาทกรรม







