การเมืองทั่วไป

“พลัฏฐ์” ชี้จุดอ่อนพลังงานไทยไร้คลังน้ำมันสำรอง เสนอรัฐเร่งทำลดเสี่ยงน้ำมันขาด–ราคาพุ่ง แต่ยังไม่ผ่านสภาฯ

แชร์ข่าว



นายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ อดีตผู้สมัคร สส.กทม. เขต 1 พรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวแสดงความคิดเห็นถึงความสำคัญของการจัดตั้งคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านพลังงาน

นายพลัฏฐ์ ระบุว่า ในยามที่น้ำมันขาดแคลน การมีคลังน้ำมันสำรองจะช่วยสร้างความอุ่นใจและเสริมความมั่นคงให้กับประเทศ โดยในช่วงที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มีการวางแผน ศึกษา และเตรียมจัดตั้งคลังน้ำมันสำรองของภาครัฐ ที่ไม่ใช่ของเอกชน แต่ในระหว่างการดำเนินการกลับต้องเผชิญแรงคัดค้านจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจน้ำมัน รวมถึงอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทน้ำมัน ซึ่งแสดงท่าทีไม่สนับสนุนให้โครงการเดินหน้าต่อ

นายพลัฏฐ์ ระบุอีกว่า จากสถานการณ์วิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้หลายประเทศในเอเชียมีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ไทย ลาว เมียนมา กัมพูชา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตามในกลุ่มนี้ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีน้ำมันสำรองเพียงพอประมาณ 1 ปี ขณะที่เกาหลีใต้มีสำรองไม่น้อยกว่า 90 วัน อีกทั้งยังสามารถจัดหาน้ำมันจากสหรัฐอเมริกาและรัสเซียได้ในยามจำเป็น ขณะที่ประเทศไทย ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก จึงมีความเสี่ยงสูง

นายพลัฏฐ์ ยังระบุอีกว่า ในช่วงของการศึกษาโครงการ พบว่าทั้งญี่ปุ่นและซาอุดีอาระเบียต่างให้ความสนใจในการจัดตั้งคลังน้ำมันสำรองในประเทศไทย โดยญี่ปุ่นซึ่งมีคลังน้ำมันทั้งในประเทศและในตะวันออกกลาง มองว่าการมีคลังในไทยจะช่วยกระจายความเสี่ยงหากเกิดปัญหาในตะวันออกกลาง ส่วนซาอุดีอาระเบียในฐานะประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ มองว่าหากการขนส่งเกิดความติดขัด การนำมาจัดเก็บในไทยจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

นายพลัฏฐ์ ยังกล่าวถึงเหตุผลในเชิงยุทธศาสตร์ด้านการเดินเรือ โดยระบุว่า ประเทศที่มีศักยภาพในการตั้งคลังน้ำมันสำรอง ได้แก่ ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนที่ต่ำ และเป็นพันธมิตรทางการเมืองที่ดีกับหลายฝ่าย ไม่เป็นศัตรูกับประเทศใด อีกทั้งพื้นที่ที่มีแผนพัฒนาโครงการ Landbridge หรือ Oceanlink ยังมีความเหมาะสมอย่างยิ่ง หากมีการจัดตั้ง SPR จะช่วยต่อยอดและเพิ่มศักยภาพของโครงการเหล่านี้ได้อย่างมาก

อย่างไรก็ตาม นายพลัฏฐ์ ระบุว่า โครงการ SPR ของไทยต้องเผชิญแรงต้านจากทั้งกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ และกลุ่มที่ยังไม่เข้าใจ โดยมองว่าต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ทั้งที่ในความเป็นจริง ประเทศไทยยังมีถังเก็บน้ำมันอยู่ในระบบจำนวนมาก ซึ่งสามารถใช้วิธีเช่าจากภาคเอกชนได้ และหากมีงบประมาณเพิ่มเติมจึงค่อยลงทุนก่อสร้างในภายหลัง นอกจากนี้ ยังมีโอกาสต่อยอดในอนาคตให้เป็นธุรกิจรับฝากน้ำมันสำรองจากประเทศต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยสร้างงานและเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ

ทั้งนี้ นายพลัฏฐ์ เน้นย้ำว่า แม้ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่วิสัยทัศน์และโครงการดังกล่าวกลับไม่ได้รับการผลักดันต่อ และถูกถอดออกจากการพิจารณาจากสภาฯ ในที่สุด

ข่าวแนะนำ