วันที่ 15 เม.ย.69 อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล วิปัสสนาจารย์ชื่อดัง และประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า โพสต์ข้อความว่า ในเมื่อชนทุกชาติต้องการนักการเมืองที่มีมโนธรรม แล้วเหตุใดศาสนาจึงถูกกันออกไปจากการเมือง ความย้อนแย้งในหลักคิดนี้ เป็นสิ่งที่สังคมต้องทบททวนว่า การวางความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการเมืองให้อยู่ต่างกันคนละระดับชั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องแค่ไหน
เมื่อภาพของการเมืองมักหนีไม่พ้นความสกปรก ในขณะที่ศาสนาคือความขาวสะอาด การกันไม่ให้พลังอันสะอาด ลงมาช่วยขจัดความสกปรกออกไป หมายถึงการปล่อยให้การเมืองขับเคลื่อนอย่างไม่ชอบธรรมหรือไม่
ทันทีที่รองประธานาธิบดีสหรัฐ เจ.ดี.แวนซ์พูดถึงพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ว่า “ในบางกรณี จะเป็นการดีที่วาติกันจะยึดหลักเรื่องศีลธรรม...และปล่อยให้ประธานาธิบดีสหรัฐ ทำหน้าที่กำหนดนโยบายสาธารณะของอเมริกาต่อไป” เป็นภาพที่ฉายให้เห็นถึงค่านิยมทางการปกครอง อันขัดกับเจตจำนงค์ของประชาชน ที่ต้องการมีผู้ปกครองที่มีจิตสำนึกในศีลธรรม
แน่นอนว่าผู้นำทางศาสนา ไม่ควรเข้ามาอยู่ในตำแหน่งบริหารบ้านเมืองโดยตรง แต่คุณธรรมตามหลักศาสนาจำเป็นต้องมีอยู่ในทุกบริบทของสังคม
การที่โป๊ปเลโอที่ 14 ทรงวิพากการกระทำของทรัมป์อย่างตรงไปตรงมา ด้วยการวิจารณ์ประฌามมหาอำนาจโลกว่า กำลังล่าอาณานิคมใหม่ และยังเจาะจงด้วยคำว่า “ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ” รวมถึงการวิพากการโจมตีอิหร่านว่า ไร้มนุษยธรรม เป็นการทำหน้าที่ประมุขทางศาสนาอย่างกล้าหาญ
มองเผินๆ เหมือนพระองค์กำลังก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างศาสนากับการเมือง แต่จริงๆแล้ว พระองค์ได้ขยายขอบเขตกำแพง “จารีต” ในบทบาทของศาสนาให้กว้างมากขึ้น จากเดิมที่ยามเกิดสงครามเมื่อใด ประมุขทางศาสนาจะทำเพียงส่งเสียงเรียกร้องอันบางเบาถึงความปรารถนาให้เกิดสันติภาพ
แต่โป๊ปลีโอที่ 14 ทรงใช้มโนธรรมตัดสินการปกครอง ให้คนทั้งโลกได้เห็นชัดแจ้งระหว่าง “ผิด” กับ “ถูก” ด้วยการชี้ชัดอย่างมีเหตุผล
ในเมื่อสันติภาพของโลกถูกสั่นคลอนด้วยผู้นำไม่กี่คน แล้วทำไมประมุขทางศาสนาไปจนถึงผู้นำจิตวิญญาณ จะออกมาคัดค้านการกระทำนั้น มากกว่าการเอ่ยถึงสันติภาพที่ไม่มีใครตอบสนอง ไม่ได้
มิติทางการแสดงออกของโป๊ปลีโอที่ 14 ได้ปลุกจิตสำนึก ในการออกมายืนหยัดในความชอบธรรม อันจะเป็นบรรทัดฐานใหม่ของวงการศาสนา
หากจะถามว่า ถ้าเช่นนั้นต่อไปนี้พระสงฆ์องค์เจ้าต้องลงมาวิพากวิจารณ์ เรื่องราวทางการเมืองไปด้วยละหรือ
ข้อนี้ขอเปรียบให้เห็นว่า หากประเทศชาติเป็นเหมือนเรือลำใหญ่ ประมุขของรัฐก็เปรียบได้ดังธงที่โบกสะบัดอยู่บนยอดเสาเรือ ผู้นำสูงสุดก็เปรียบได้ดังกัปตันเรือ ส่วนของศาสนาก็เปรียบได้ดังผู้บังคับหางเสือหรือคุมท้ายเรือ หากเรือแล่นไปได้อย่างไม่มีอะไรผิดปกติ ผู้บังคับหางเสือก็ทำหน้าที่เงียบๆในส่วนของตนไป
แต่เมื่อใดทิศที่กัปตันพาเรือมุ่งไป เสี่ยงต่อการพุ่งไปชนโขดหิน เมื่อนั้นผู้บังคับหางเสือต้องส่งเสียงและพยายามทุกวิถีทาง ไม่ให้เรือต้องจมลง
กระนั้นผู้บังคับหางเสือจะไม่มีวันเปลี่ยนตำแหน่งของตน ให้กลายมาเป็นกัปตันเสียเอง
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ที่อยู่ในวงศาสนารวมถึงพลเมืองของชาติที่ยึดมั่นในศีลธรรม จึงต้องช่วยกันประคองหางเสือเรือ โดยไม่ปล่อยให้คนไม่กี่คน พารัฐนาวาฝ่าคลื่นลมในแบบถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง จะชนโขดหินยังไงก็ช่าง เพราะมอบอำนาจให้แล้วก็แล้วกัน
อย่างไรก็ดีศาสนาพุทธนั้นมีความละเอียดอ่อน แบ่งพุทธบริษัทออกเป็นฝั่งนักบวชและฝั่งบุคคลธรรมดาหรือฆราวาส การจะพิจารณาว่า การเกี่ยวข้องกับการเมืองมีขอบเขตแค่ไหนอย่างไรจึงจะเหมาะสม ต้องดูที่เครื่องแบบที่สวมใส่เป็นสำคัญ การส่งเสียงเตือนของบรรพชิต ย่อมมีขอบเขตจำกัดกว่าของฆราวาสโดยยึดหลักของพระธรรมวินัย
ศาสนาที่เงียบงัน คือการยอมรับให้แผ่นดินปกครองด้วยผู้นำที่ไร้ศีลธรรม การคิดแต่จะปิดปากผู้อยู่ฟากศาสนา ไม่ให้ข้ามมาข้องเกี่ยวใดๆ กับการเมืองเลย นัยหนึ่งนั้น เป็นเล่ห์ร้ายของอธรรมที่ไม่อยากให้ธรรมะ ส่องสว่างออกมาปกป้องคุ้มครองแผ่นดิน
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
15 เมษายน 2569







