การเมืองทั่วไป

"นพดล" ชี้อย่าบ้าจี้ตามเกมทรัมป์! แนะโลก "นิ่งให้เป็น" สยบยุทธศาสตร์คำขู่

แชร์ข่าว

วันที่ 15 เมษายน 2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชาความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม โพสต์ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า

อย่าบ้าจี้ตามเกมของทรัมป์

โลกต้องนิ่ง…ในวันเสียงขู่ของทรัมป์

โดย ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชาความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

อาจเป็นความโชคดีของผม ที่เคยมีโอกาสศึกษาและฝึกคิดเชิงยุทธศาสตร์ ร่วมกับเครือข่ายนายทหารในกรอบของ Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอน และนักวิชาการด้าน Net Assessment จาก Georgetown University กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประสบการณ์นั้น ทำให้ผมได้เห็น “วิธีคิดของโลกตะวันตก” ในมิติที่ลึกกว่าข่าวรายวัน และวันนี้ ผมอยากแบ่งปันมุมมองหนึ่งกับสังคมไทย

ในเชิงยุทธศาสตร์ ทรัมป์มีแรงจูงใจ “สูงมาก” ในการใช้คำขู่ แต่ในขณะเดียวกัน แรงจูงใจในการ “ยกระดับสงครามทั้งภูมิภาค” กลับ “ต่ำมาก” เหตุผลไม่ได้ซับซ้อน เพราะเมื่อสงครามยืดเยื้อ สหรัฐอเมริกาจะกลายเป็นฝ่าย “ทำลายผลประโยชน์ของตัวเอง” และในฐานะประมุขแห่งรัฐ เขาไม่สามารถเลือกเส้นทางที่ทำลายผลประโยชน์ชาติสหรัฐฯ ได้ เพราะ “ไม่คุ้มต้นทุนเชิงยุทธศาสตร์”

ทรัมป์ เลือกใช้ ยุทธศาสตร์ แห่ง ความไม่แน่นอนที่ควบคุมได้ เป็นยุทธศาสตร์หลักในห้วงเวลานี้

สิ่งที่เราเห็นในวันนี้ ไม่ใช่ความสับสนของ ทรัมป์ ที่หลายคนอาจจะวิเคราะห์ตัวตนของเขาคลาดเคลื่อนไป แต่คือสิ่งที่เรียกว่า ทรัมป์กำลังเลือกใช้ “ยุทธศาสตร์แห่งความไม่แน่นอน” (Strategic Unpredictability)

• ขู่ให้โลกตื่น

• กดดันให้คู่แข่งถอย

• เร่งจังหวะการต่อรอง

• และ “สร้างทางลงของเกม” โดยไม่ต้องรบเต็มรูปแบบ

พูดให้ชัดคือ เขากำลัง “เล่นเกมให้ได้เปรียบ” ไม่ใช่ “เปิดเกมเพื่อทำลายทุกอย่าง”

ในโลกที่ข่าวสารวิ่งเร็วกว่าความจริง คำพูดของผู้นำมหาอำนาจเพียงไม่กี่ประโยคสามารถทำให้ทั้งโลก “สั่นไหว” ได้ในชั่วข้ามคืน โดยเฉพาะเมื่อคำพูดนั้นมาจาก Donald Trump ที่หลายครั้ง “พูดแรง…เพื่อให้โลกสะเทือน”

แต่คำถามสำคัญคือ โลกควรสะเทือนตาม…หรือควร “นิ่งให้เป็น”

เมื่อผมเรียนยุทธศาสตร์การรบกับคณะนายทหารจากเพนตากอน…ผมได้เรียนรู้ “การไม่รบ” ในช่วงหนึ่งของชีวิต ผมมีโอกาสศึกษาและฝึกคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่ Georgetown University และได้เรียนร่วมกับนายทหารจากเครือข่ายของ Joint Chiefs of Staff สิ่งที่ผมได้เรียน ไม่ใช่แค่การชนะสงคราม แต่คือ “การรู้ว่า…เมื่อไหร่ไม่ควรเริ่มสงคราม” เพราะในโลกจริงสงครามไม่ใช่เรื่องของอารมณ์

แต่คือ “สมการของผลประโยชน์”

ทรัมป์ “อยากขู่” มากกว่า “อยากรบ” ต้องยอมรับตรง ๆ ว่า ทรัมป์มีแรงจูงใจสูงมากในการ “ใช้คำขู่”

• เพื่อสร้างแรงกดดัน

• เพื่อแสดงความแข็งแกร่ง

• เพื่อควบคุมเกมในเวทีโลก

แต่ในอีกบทบาทหนึ่ง เขาคือ “ประมุขแห่งรัฐของสหรัฐอเมริกา” และในบทบาทนั้น เขามีหน้าที่เดียวที่สำคัญที่สุดคือ

“ปกป้องผลประโยชน์ชาติของสหรัฐฯ”

สมการแรกคือ สงครามกับอิหร่าน = ทำลายผลประโยชน์ตัวเอง

ตะวันออกกลางไม่ใช่แค่พื้นที่ความขัดแย้ง แต่คือ “โครงสร้างผลประโยชน์ระดับโลก” ของสหรัฐฯ

• เส้นทางพลังงานของโลก

• ระบบการเงินที่ผูกกับดอลลาร์

• ฐานทัพและพันธมิตร

• การลงทุนขนาดมหาศาล

ถ้าเปิดสงครามเต็มรูปแบบ…

• เส้นทางน้ำมันปั่นป่วน

• ราคาพลังงานพุ่ง

• ห่วงโซ่อุปทานสะเทือน

• และสุดท้าย…กระทบเศรษฐกิจสหรัฐเอง

สมการที่สอง ถ้าผมพูดให้ชัดคือ “การยกระดับสงคราม = การทำลายผลประโยชน์ของตัวเอง” ซึ่ง “ไม่คุ้ม” ในเชิงยุทธศาสตร์

ความคาดเดายาก…แต่ไม่ใช่คาดเดาไม่ได้

ต้องยอมรับว่า วิธีคิดของทรัมป์มีความ “คาดเดายาก”

ในบางช่วง เขาอาจต้องการ “เปิดเส้นทางการค้า” เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อให้โลกเดินต่อได้

แต่ในอีกช่วง กลับใช้กำลังทหารกดดันจนเหมือนจะ “ปิดล้อม” สิ่งนี้สะท้อนว่า เขาเล่น “เกมความไม่แน่นอน” (Strategic Unpredictability)

แต่แม้จะคาดเดายาก ยังมี “กรอบใหญ่” ที่คาดการณ์ได้อย่างแน่นอน คือ เขาจะไม่เลือกเส้นทางที่ทำลายผลประโยชน์หลักของสหรัฐฯ และนี่คือ ยุทธศาสตร์สูงสุด (Grand Strategy) แห่งสหรัฐอเมริกา ที่ผมได้มีโอกาสศึกษาและถูกฝึกมากับคณะนายทหารและเจ้าหน้าที่แห่งความมั่นคงของสหรัฐอเมริการในช่วงปี พ.ศ.2555 – 2557

สิ่งที่โลกต้องทำ…คือ ไม่ใช่ “บ้าจี้” ตาม ทรัมป์

เมื่อเสียงขู่ของ ทรัมป์ ดังขึ้น สิ่งที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่คำขู่ แต่คือ “ปฏิกิริยาของโลก”

ถ้าทุกประเทศ “บ้าจี้ตาม”

• ตลาดจะผันผวนเกินจริง

• ความตื่นตระหนกจะลุกลาม

• และความเสี่ยงจะถูก “ขยาย” โดยไม่จำเป็น

ตรงนี้แหละที่ ทรัมป์ จะใช้จังหวะฉกฉวยผลประโยชน์จากนานาประเทศ และถอนทุนคืน ในทางใดทางหนึ่ง

ดังนั้น สิ่งที่โลกควรทำคือ “นิ่ง…และหนักแน่น”

บทบาทของผู้นำประเทศทั่วโลก ผู้นำที่ดีในช่วงเวลาแบบนี้ ไม่ใช่คนที่ “ตอบโต้เร็วที่สุด” แต่คือคนที่

• วิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้าน

• เตรียมรับมือ “ผลกระทบจริง”

• ไม่หลงไปกับ “แรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์”

สิ่งที่ควรโฟกัสคือ

• ราคาพลังงาน

• ความเสี่ยงของ supply chain

• เสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศ

• และความร่วมมือกับพันธมิตร

• และการรณรงค์การปรับตัวของคนในแต่ละชาติ

สำหรับประชาชนในพื้นที่สู้รบ…จงเก็บ “ความจริง” ไว้เป็นหลักฐาน ในพื้นที่ความขัดแย้ง

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การเอาชีวิตรอด คือ “การบันทึกความจริง”

• ภาพถ่าย

• วิดีโอ

• หลักฐานความเสียหาย

เพราะสิ่งเหล่านี้ จะเป็นพื้นฐานของ

• การเยียวยา

• การฟื้นฟู

• และความยุติธรรมในอนาคต

ในมุมมองของผม สรุปว่า โลกต้อง “นิ่งให้เป็น” ในวันที่เสียงขู่ดังที่สุด มันคือ การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์การรบ ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ด้านกองกำลังแท้จริง

สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อาจมีแรงสั่นสะเทือนสูง แต่อยู่ในระดับที่ “ควบคุมได้” โอกาสของสงครามเต็มรูปแบบทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง “ต่ำ” เพราะทรัมป์ และ กลุ่มผลประโยชน์สหรัฐอเมริกา จะไม่เผาบ้านตนเองเพื่อฆ่าฝ่ายตรงข้ามเป็นอันขาด แต่ความตึงเครียด “สูง”

และในเกมนี้…คนที่แพ้ไม่ใช่คนที่ถูกขู่ แต่คือคนที่ “ตื่นตระหนกตามคำขู่”

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า “ในโลกยุทธศาสตร์ เสียงที่ดังที่สุด ไม่ใช่เสียงปืน

แต่คือเสียงที่ทำให้คนทั้งโลก ‘เสียสมดุล’”

และหน้าที่ของเราทุกคน คือ

อย่าเสียสมดุล…ตามเกมของใครก็ตาม

ข้อเสนอแนะต่อ “รัฐบาลไทย” คือ

1) ตั้ง “War Room พลังงาน–เศรษฐกิจ (IOC) แบบเรียลไทม์”

• รวมข้อมูล: ราคาน้ำมัน, สต็อก, โลจิสติกส์, ค่าเงินบาท

• รายงาน “สั้น–ตรง–ทุกวัน” เพื่อคุมความเชื่อมั่น

2) บริหาร “ต้นทุนพลังงาน” แบบ Targeted ไม่ใช่เหวี่ยงทั้งระบบ

• ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง/ภาคขนส่ง

• รักษาวินัยการคลัง ไม่สร้างภาระระยะยาว

3) กระจายความเสี่ยง Supply Chain ทันที

• สำรองเส้นทางนำเข้า–ส่งออก

• ทำแผน “กรณีฮอร์มุซสะดุด” (alternative routing + buffer stock)

4) เปิด “Energy Dashboard ประเทศ” ให้ตรวจสอบได้

• แสดงโครงสร้างราคา (ต้นทุน–ภาษี–กองทุน–ค่าการตลาด)

• ลดข่าวลือ = ลดความตื่นตระหนก

5) ประสานพันธมิตร (ASEAN + คู่ค้า) แบบเงียบแต่เร็ว

• แลกเปลี่ยนสต็อก/โลจิสติกส์

• ทำข้อตกลงระยะสั้นเพื่อคุมความผันผวน

ข้อเสนอแนะต่อ “ประชาชนไทย”

1) “อย่าตื่นตามข่าว” ให้ดูข้อมูลจากแหล่งทางการ

• แยก “สัญญาณจริง” ออกจาก “เสียงขู่”

2) บริหารค่าใช้จ่ายพลังงานเชิงรุก

• วางแผนการเดินทาง/ขนส่ง

• ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น

3) ไม่กักตุนเกินจำเป็น

• การกักตุน = ทำให้ปัญหาใหญ่ขึ้นทั้งระบบ

4) ตรวจสอบ–แชร์ข้อมูลอย่างรับผิดชอบ

• หยุดข่าวลวงตั้งแต่ตัวเรา

• ใช้ข้อมูลยืนยันก่อนส่งต่อ

5) รักษา “ความนิ่ง” คือภูมิคุ้มกันของสังคม

• ตลาดจะนิ่งได้…เมื่อคนไม่นิ่งแตกตื่น

แต่ที่สำคัญที่สุดสำหรับผมต่อคนไทยคือ “อย่ามัวแต่ทะเลาะกัน” ควรปรับตัวให้อยู่รอดและมั่นคงในความเปลี่ยนแปลง และ เกมแห่งความไม่แน่นอน (Strategic Unpredictability) อันเป็นยุทธศาสตร์ เหนือ ยุทธศาสตร์ที่เขาถนัดสุดในความเป็นนักธุรกิจและนักเสี่ยงผู้ยิ่งใหญ่อย่าง ทรัมป์

สรุปสั้นแบบใช้งานได้ทันที

รัฐบาลต้อง “คุมข้อมูล + คุมระบบ”

ประชาชนต้อง “คุมสติ + ปรับพฤติกรรม” ในเข้ากับการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน

แล้วประเทศไทยจะ “ยืนอยู่ได้” อย่างมั่นคง แม้โลกจะสั่นไหวครับ

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา

อาจารย์ประจำวิชาความปลอดภัยทางไซเบอร์และการจัดการความเสี่ยง วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

ข่าวแนะนำ