คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / โดย ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
สงครามที่สหรัฐอเมริกาจับมือร่วมกับอิสราเอลเข้าไปโจมตีอิหร่านที่ขณะนี้ได้กลายเป็นสงครามที่ไม่จบลงง่ายๆ และหากว่าสงครามนี้จะยืดเยื้อยาวนานออกไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะทำให้ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” เกิดอาการหงุดหงิดหัวเสียมากขึ้นเท่านั้น สืบเนื่องมาจากคะแนนนิยมของเขาตกต่ำแย่ลงในทุกๆ วัน
อดีตที่ผ่านมานักการเมืองของพรรครีพับลิกันที่ดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิกในวุฒิสภาต่างร่วมผนึกพลังและยอมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งและการบงการของประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเหนียวแน่นมาโดยตลอด!!! แต่ขณะนี้กลับปรากฏว่าวุฒิสมาชิกของพรรครีพับลิกันเกิดแตกแยกแบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่าย แม้กระทั่งประธานาธิบดีทรัมป์เองก็ยังมิใยดีหันหลังให้กับผู้ที่เขาเคยร่วมทำงานมาอย่างใกล้ชิด อาทิเช่น “วุฒิสมาชิกบิล แคสซิดี” จากรัฐหลุยเซียนา ที่ครองตำแหน่งวุฒิสมาชิกมาแล้วถึงสองสมัย หรือ 12 ปี และที่ผ่านๆ มาเขาผู้นี้เคยเป็นผู้ที่ใกล้ชิดสนิทสนมและทำงานให้กับประธานาธิบดีทรัมป์อย่างหัวหกก้นขวิด แต่กลับมิได้รับความร่วมมือและความช่วยเหลือ จนมีผลทำให้เขาต้องพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งขั้นต้นที่เพิ่งผ่านมาเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว และยังมีผลทำให้ภายในพรรครีพับลิกันเกิดความปั่นป่วนอย่างหนัก
นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีผลสำรวจจากสำนักหยั่งเสียงชื่อดังหลายๆ สำนัก ที่ออกทำการสำรวจ ณ รัฐเท็กซัส ซึ่งที่ผ่านมารัฐนี้เคยเป็นฐานเสียงอันแสนมั่นคงของพรรครีพับลิกันมาโดยตลอด นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994 เป็นต้นมา แต่กลับปรากฏว่า จากผลของการสำรวจรายงานออกมาว่า ในการเลือกตั้งใหม่กลางเทอมที่กำลังจะถึงนี้ พรรคเดโมแครตอาจจะได้รับชัยชนะในตำแหน่งวุฒิสมาชิกซึ่งได้แก่ “เจมส์ ทัลลาริโค” และหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ก็จะทำให้รัฐเท็กซัสที่เคยมีสีแดงปูพรมเต็มไปทั่วทั้งรัฐ ต้องกลายเป็นสีน้ำเงิน
ทั้งนี้ที่ผ่านๆ มาจะเห็นได้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์มักจะตัดสินใจทำสิ่งใดก็ตามที่มักจะหาผลประโยชน์เข้าตนเองในระยะสั้นๆ โดยมิได้มองการณ์ไกลคิดถึงผลในระยะยาว โดยการรายงานของสำนักหยั่งเสียงแทบทุกๆ แห่งยังได้ออกมารายงานในแนวเดียวกันว่า ขณะนี้คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ตกร่วงลงมาอย่างหนัก เนื่องมาจากสงครามอิหร่านที่ชาวอเมริกันไม่ปลื้มแบบสุดสุด!!!
จากโพลของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ที่รวบรวมโดยนักข่าวที่มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์อันยาวนาน ได้ออกมารายงานเมื่อวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2026 นี้ว่า ชาวอเมริกันต่างคิดกันว่าประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจผิดพลาดมหาศาลในการที่เข้าไปร่วมทำสงครามกับอิหร่าน แถมสงครามครั้งนี้ยังส่งผลทำให้เศรษฐกิจมีสภาวะที่เลวลงอีกด้วย จากผลสรุปของคะแนนทั้งหมดปรากฏว่า ชาวอเมริกันผู้เล็งเห็นว่าประธานาธิบดีตัดสินใจผิดพลาดมี 64% มีเพียง 30% เท่านั้นเห็นว่าประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจถูกต้อง
ส่วนค่ายพรรคเดโมแครตมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยต่อการที่สหรัฐฯ เข้าไปร่วมทำสงครามกับอิหร่านมากถึง 93% โดยที่เห็นด้วยมีเพียง 6% ส่วนกลุ่มอิสระที่มิได้สังกัดพรรคใดพรรคหนึ่งเล็งเห็นว่าประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจถูกต้องเพียง 21% และที่ไม่เห็นด้วยมีถึง 73% สำหรับสมาชิกค่ายพรรครีพับลิกันกลับลงความเห็นว่าประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจถูกต้อง 70% แต่ภายในพรรคก็ยังมีที่ไม่เห็นด้วย 27%
นอกจากนั้นยังมีประเด็นเกี่ยวกับการบริหารในนโยบายเศรษฐกิจ โดยมีฝ่ายที่เห็นด้วยในการที่ประธานาธิบดีทรัมป์บริหารเศรษฐกิจแค่เพียง 33% และที่ไม่เห็นด้วยมีถึง 64% ในประเด็นนี้ดูเหมือนว่าชาวอเมริกันจะไม่พึงพอใจที่ค่าครองชีพของพวกเขาพุ่งกระฉูดสูงขึ้นอยู่ที่ 69% เลยทีเดียว ทั้งนี้ผลงานทางด้านเศรษฐกิจซึ่งถือเป็นหัวใจหลักที่เกี่ยวข้องกับเรื่องปากเรื่องท้องและเรื่องความเป็นอยู่ของคนอเมริกัน ที่ดูเหมือนว่าขณะนี้มีความเดือดร้อนมากที่สุดนับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์ก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาว
เหนือสิ่งอื่นใดก็ยังมีสำนักหยั่งเสียงของ “เนท ซิลเวอร์” นักสถิติชื่อดังที่มีความเชี่ยวชาญและมีความแม่นยำชั้นเซียนขั้นเทพของสหรัฐฯ ที่เขาทำการรวบรวมโพลทั้งหมด แล้วนำออกมาทำผลเฉลี่ยครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2026 นี้ว่า ชาวอเมริกันถึง 58.1% ไม่พึงพอใจในผลงานของประธานาธิบดีทรัมป์ มีที่พอใจแค่เพียง 38.9%
คราวนี้เราลองหันมาวิเคราะห์ถึงประเด็นที่ว่า สงครามอิหร่านที่กำลังดำเนินมายืดเยื้อหลายเดือนมาแล้วนั้น ฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายที่เดินเกมในการทำสงครามได้เหนือกว่า โดยจะเห็นได้ว่าฝ่ายอิหร่านยึดเอา “ช่องแคบฮอร์มุซ” เป็นหลักใช้ต่อรอง โดยอิหร่านไม่ยอมเปิดให้เรือสินค้าของประเทศต่างๆ ผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซที่ถือได้ว่าช่องแคบแห่งนี้เป็นสายเลือดของเศรษฐกิจโลก ยิ่งช่องแคบฮอร์มุซปิดนานออกไปเท่าใด ก็ยิ่งจะมีผลทำให้ทั้งชาวอเมริกันและผู้คนทั่วทุกมุมโลกได้รับความเดือดร้อนมากยิ่งๆ ขึ้น และถึงแม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะออกมาประกาศกร้าวและกล่าวข่มขู่อย่างหนัก แถมยังใช้กำลังทางทหาร แต่ดูเหมือนว่าอิหร่านมิได้ใส่ใจ กลับวางเฉยและประกาศว่าจะสู้ในทุกๆ รูปแบบ
ส่วนการเจรจาเพื่อต้องการจะยุติสงคราม ดูเหมือนว่าขณะนี้ทั้งสองฝ่ายต่างวิ่งรอกเพื่อหาตัวช่วย โดยขณะนี้ฝ่ายอิหร่านได้ส่งนักเจรจามากหน้าหลายตาออกเดินทางไปเยือน “ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง” อยู่เป็นประจำ แต่กลับดูเหมือนว่าฝ่ายสหรัฐฯ จะเข้าไม่ถึงผู้นำของจีน และดูเหมือนว่ายิ่งผลของการเจรจายืดเยื้อออกไปนานมากเท่าใด ก็ยิ่งจะทำให้คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ร่วงหล่นลงไปเรื่อยๆ
ส่วนหัวใจของแผนสันติภาพ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ตั้งเงื่อนไขอย่างที่อิหร่านคงไม่สามารถรับได้ โดยจุดหลักใหญ่อยู่ที่ แร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ (Enriched Uranium) ที่เขาต้องการจะให้อิหร่านส่งมอบแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 440 กิโลกรัมให้แก่สหรัฐฯ โดย “นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู” ของอิสราเอลร่วมมือกับประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน ซึ่งตอนนี้ไม่มีใครสามารถทราบได้ว่าอิหร่านจะตัดสินใจเช่นใด?
อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์เริ่มมีความกังวลอย่างหนักเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะจัดให้มีขึ้นในอีกห้าเดือนข้างหน้า ซึ่งมีข่าวแพร่ออกมาอย่างหนาหูในทำนองที่ว่า โอกาสที่พรรคเดโมแครตมีโอกาสจะเข้าไปนั่งคุมเสียงข้างมากในสภาคองเกรสสูงมากทีเดียว และหากเกิดขึ้นจริงๆ ก็จะมีผลทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องกลายเป็น “เป็ดง่อย” (Lame duck) ขาเดี้ยงเดินตุปัดตุเป๋ ไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายสำคัญๆ ใดๆ ได้เลย อีกทั้งพรรคเดโมแครตยังวางแผนต้องการที่จะปลดประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่งอีกด้วย
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้น หลายเดือนที่ผ่านมาฝ่ายอิหร่านพยายามทำสงครามแบบยาวนานยืดเยื้อ และถึงแม้ว่า “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” จะออกมาข่มขู่แบบรุนแรงก็ตาม แต่อิหร่านก็มิได้โต้ตอบ แถมสงครามในครั้งครานี้ยังมีผลทำให้นักการเมืองค่ายพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสมีรอยร้าวเกิดความแตกแยกคว่ำบาตรกันเอง ขณะที่หัวหน้าพรรคเยี่ยงประธานาธิบดีทรัมป์ได้แต่นั่งทำตาปริบๆ ไม่สามารถทำอะไรได้เลยละครับ








