หมายเหตุ: "กัลยา ใหญ่ประสาน" สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จากกลุ่ม 5 ผู้ทำนา ปลูกพืชล้มลุก จังหวัดลำพูน ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการความมั่นคงทางด้านอาหาร ภายใต้คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ "สยามรัฐออนไลน์" ถึงความเดือดร้อนที่เกษตรกรแบกรับเป็นทุนเดิม ตลอดจนถูกซ้ำเติมจากวิกฤตพลังงาน
โดยสะท้อนความเจ็บปวดของคนฐานราก ผ่านประสบการณ์ตรงจากการลงพื้นที่และบทบาทในสภาฯ ชี้ให้เห็นการถูกเอาเปรียบจากกลุ่มทุน การพังทลายของระบบการผลิต และทางออกที่ต้องเริ่มจากการพึ่งพาตนเอง
จากการติดตามสถานการณ์ปัจจุบัน พบความเดือดร้อนของเกษตรกรและคนฐานรากอย่างไรบ้าง?
ตอนนี้สถานการณ์รุนแรงมากค่ะ คนไม่ค่อยกล้าออกจากบ้านไปซื้อของ ตลาดไม่คึกคักเหมือนก่อนเพราะของแพงขึ้นทุกวันแต่รายได้กลับหยุดนิ่ง โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่เดือดร้อนหนักที่สุดและเป็นปัญหาทับถมมานาน เมื่อก่อนเวลาลำไยได้ราคา ชาวบ้านจะออกมาใช้จ่าย แต่ตอนนี้ตำนานนั้นหายไปหมดแล้ว ราคาผลผลิตตกต่ำจนน่าตกใจ อย่างลำไยในพื้นที่บ้านพี่ (ลำพูน) ถูกกดราคาเหลือเพียงกิโลกรัมละ 50 สตางค์ ถึง 2 บาท สำหรับเกรด "อีร่วง" มะพร้าวก็เหลือลูกละ 2 บาท ทั้งที่เกษตรกรตั้งใจผลิตอย่างดี แต่กลับต้องเผชิญกับวิกฤตราคาน้ำมันและทุนผูกขาดที่เข้ามาซ้ำเติม เกษตรกรไทยจึงตกอยู่ในวงจร "หนี้ท่วมหัวและเป็นหนี้ข้ามภพ" จากรุ่นพ่อส่งต่อถึงรุ่นลูก
อะไรคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้สินค้าเกษตรไทยสู้ต่างประเทศไม่ได้ และทำไมต้นทุนเราถึงสูงกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนาม?
สาเหตุสำคัญคือเราสู้สินค้าสวยงามจากต่างประเทศที่ทะลักเข้ามาไม่ได้ (เช่น ผัก ผลไม้) ประกอบกับต้นทุนเราสูงกว่าเพราะเราผลิตบนที่ดินขนาดเล็ก ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูง ทั้งค่าน้ำมันไถนา ค่าแรงงาน และค่าเครื่องจักร ในขณะที่เวียดนามเขาทำทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การวิจัยพันธุ์ข้าวที่ลดต้นทุนและให้ผลผลิตสูงกว่า 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ แต่บ้านเรายังอยู่ที่ 500 กิโลกรัมอยู่เลย งานวิจัยของเขาถึงมือเกษตรกรจริง แต่ของเรายังติดขัดเรื่องระบบราชการที่เปลี่ยนนโยบายตามตัวบุคคล ยิ่งไปกว่านั้น เราปรับยุทธศาสตร์ชาติจากเกษตรไปเน้นอุตสาหกรรม แต่เราทำไม่สุด กลายเป็นแค่แหล่งแรงงานราคาถูกให้ต่างชาติโดยไม่ได้เรียนรู้เทคโนโลยีเลย
ปัญหาเรื่อง "ทุนผูกขาด" และ "นอมินี" ในภาคเกษตรที่พูดถึง มีลักษณะอย่างไรและกระทบเกษตรกรอย่างไร?
เมื่อก่อนเรามีคนกลางเป็นคนในพื้นที่ แต่ตอนหลังถูกครอบงำด้วยทุนใหญ่ต่างชาติที่ใช้ "นอมินี" เข้ามาเหมาสวนหรือตั้งล้งรับซื้อ ช่วงแรกเขาจะให้ราคาสูงพอคนท้องถิ่นสู้ไม่ได้ก็ต้องถอยไป จากนั้นเขาก็เริ่มกดราคา นอกจากนี้ยังมีปัญหาสินค้าเกษตรทะลักจากชายแดนที่มีราคาถูกกว่าเพราะใช้สารเคมีที่ไทยสั่งห้าม ซึ่งส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพผู้บริโภคและเกษตรกรไทยที่ถูกดัมป์ราคา ตอนนี้คณะกรรมาธิการพาณิชย์และกฎหมายกำลังเร่งพิจารณาแก้ไขกฎหมายแข่งขันทางการค้าและกฎหมายนอมินีให้เข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันการผูกขาดในพืชผลทุกชนิด
ในบทบาทของ สว. มีการผลักดันกฎหมายใดที่สำคัญเพื่อคุ้มครองเกษตรกรและประชาชนบ้าง?
เราพบว่ากฎหมายหลายตัวล้าหลังมาก เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งไม่ทันต่อเทคโนโลยีและการหลอกลวงออนไลน์ หรือ พ.ร.บ.โคนม ที่มีจุดอ่อนจนมีการนำนมผงมาผสมนมสดแทนการรับซื้อนมจากเกษตรกรไทย จนเกษตรกรต้องเอานมไปเททิ้ง เรากำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอแก้ไขกฎหมายเหล่านี้ รวมถึง พ.ร.บ.อากาศสะอาด และ พ.ร.บ.ประมง เพื่อรักษาระบบนิเวศและส่งเสริมประมงพื้นบ้าน นอกจากนี้เรายังจี้ถามรัฐบาลเรื่องมาตรฐานรถไฟฟ้า (EV) ที่ประชาชนยังไม่รู้ข้อมูลความเสี่ยงในการตรวจสอบสภาพรถด้วย
มีคนบางกลุ่มมองว่าการที่ สว.เสนอแนวทาง "พึ่งพาตนเอง" หรือ "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นเรื่องตลกในยุคนี้
ที่เขามองว่าตลกเพราะเขาอาจจะได้รับข้อมูลไม่รอบด้าน และมีการตัดคำไปแพร่บางส่วน แต่ในความจริง "อาหารคือความมั่นคงของชีวิต" เจตนารมณ์คือการให้เรารู้จักประมาณตน มีการออม และยืนบนฐานความจริง บางคนอาจจะหัวเราะในวันที่เราบอกให้ปลูกผักกินเอง แต่ในยามวิกฤตสงครามหรือน้ำมันแพงจนการขนส่งติดขัด การพึ่งพาตนเองคือทางรอดเดียว เราต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าการปลูกพืชผสมผสานช่วยให้เราไม่ต้องติดอยู่ในวังวนหนี้สินและการผูกขาด
อุปสรรคสำคัญของเกษตรกรที่อยากเปลี่ยนไปทำเกษตรอินทรีย์คืออะไร มีข้อเสนอแนะอย่างไร?
ปัญหาใหญ่คือค่าตรวจรับรองมาตรฐานค่ะ การตรวจสารเคมีรายตัวมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 5,000 บาทต่อสาร และปัจจุบันมีสารเคมีใหม่ๆ กว่า 500 ชนิด รัฐควรมีมาตรฐานกลางและใช้เทคโนโลยีช่วย ปัจจุบันเราประสานกับกระทรวงดีอี (DE) ทำแพลตฟอร์มกลางรวบรวมแหล่งผลิตและเมล็ดพันธุ์เพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายเจอกันตรงๆ นอกจากนี้เรายังเสนอให้เปลี่ยนวิธีคิด โดยให้คนใช้สารเคมีเป็นผู้กั้นเขตแนวกันชน แทนที่จะให้เกษตรกรอินทรีย์เป็นคนรับภาระ และควรสนับสนุนทุนให้ SMEs ต่อยอดสินค้าเกษตรไปสู่มาตรฐานคาร์บอนเครดิตเพื่อเข้าสู่ตลาดระดับสูง
มาตรการ "One Day One Lab" ที่นำเสนอคืออะไร และจะช่วยเกษตรกรได้อย่างไร?
เราได้ทดลองนำร่องที่ด่านชายแดน โดยประสาน อย. และศุลกากร ให้มีการตรวจสารปนเปื้อนและทราบผลภายใน 1 วัน หากพบสารอันตรายให้ส่งกลับทันที เพื่อคุ้มครองเกษตรกรไทยจากการถูกสินค้าต่างชาติที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ามาดัมป์ราคา ซึ่งเรามีแผนจะขยายมาตรการนี้ไปทุกด่านทั่วประเทศ
มีโมเดลความสำเร็จที่ไหนบ้างที่อยากให้เป็นต้นแบบสำหรับพื้นที่อื่น?
มีหลายที่ค่ะ เช่น อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ทำวนเกษตรผสมผสานพืชกว่า 15 ชนิด และมีกลุ่มออมทรัพย์ให้กู้ทำโซลาร์เซลล์ไร้ดอกเบี้ย หรือจังหวัดนนทบุรี ที่มี "สภานโยบายอาหาร" เชื่อมโยงเกษตรอินทรีย์เข้ากับโรงเรียนและโรงพยาบาล โดย อบจ. สนับสนุนงบอาหารกลางวันเด็กเพิ่มอีก 6 บาท เพื่อให้เด็ก 5,000 คนได้กินอาหารปลอดภัยจากเกษตรกรในพื้นที่
ท้ายนี้ ท่านมีความคาดหวังอย่างไรต่อรัฐบาลและอนาคตของเกษตรกรไทย?
รัฐบาลต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการพึ่งพาทุนนอก มาเป็นการฟื้นฟู "ทุนในท้องถิ่น" และศักยภาพที่เรามีอยู่ การแก้ปัญหาต้องบูรณาการทุกกระทรวง ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ รัฐต้องกล้าสู้กับทุนผูกขาดและไม่ "หลับหูหลับตา" กินภาษีประชาชนไปวันๆ แต่ต้องปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรอย่างจริงจัง
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและราคาสินค้าแพง การพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 ยังคงเป็นเข็มทิศสำคัญ แม้ในปัจจุบันแรงงานต่างด้าวเช่นชาวกัมพูชาจะเริ่มหายไปจนกระทบภาคการผลิต แต่เราต้องไม่ย่อท้อ เกษตรกรควรหันมาปลูกพืชที่หลากหลายเพื่อความมั่นคงทางอาหาร แทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ต้องกู้หนี้ยืมสิน
"ความมั่นคงทางอาหารคือทางรอดเดียวของชาติ เราต้องช่วยกันจากฐานรากเพื่อให้ลูกหลานมีความหวังบนแผ่นดินไทยอีกครั้ง"








