การเมืองทั่วไป

"เลขาฯสภาพัฒน์ฯ" เผย "นายกฯ" ขอบคุณปชช. ช่วยประหยัดพลังงาน ยอดใช้ดีเซลวูบเหลือ 45 - 56 ล้านลิตร ยันสงกรานต์น้ำมันไม่ขาดแคลน

แชร์ข่าว

เมื่อเวลา 14.45 น. วันที่ 8 เม.ย. 2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภายหลังเข้าพบและรายงานสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงต่อนายกรัฐมนตรีว่า จากการติดตามข้อมูลพบว่าปริมาณการใช้น้ำมันของประชาชนมีการปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลจากเดิมที่มีค่าเฉลี่ยการจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 82 ล้านลิตรต่อวัน แต่ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน เป็นต้นมา ปริมาณการใช้ลดลงเหลือเพียงประมาณ 45 ล้านลิตร และในวันที่ 6 เมษายน อยู่ที่ประมาณ 56 ล้านลิตร ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ฝากขอบพระคุณประชาชนทุกคนที่ช่วยกันประหยัดพลังงานในสภาวะวิกฤตเช่นนี้

นายดนุชา ระบุว่า การที่ประชาชนปรับลดการใช้พลังงานลงส่งผลดีต่อการสะสมสต็อกน้ำมันของประเทศให้สามารถยืดระยะเวลาการใช้งานออกไปได้นานขึ้น โดยสถานะสต็อกน้ำมันในปัจจุบันยังมีอยู่สูงเกิน 100 วัน โดยมีน้ำมันที่อยู่ระหว่างการเดินทางเข้าสู่ประเทศ ประมาณ 50 กว่าวัน สต็อกน้ำมันภายในประเทศตามกฎหมาย ประมาณ 25 วัน และสต็อกน้ำมันสำหรับจำหน่ายในประเทศ: ประมาณ 18 - 20 วัน

นอกจากนี้ การลดการใช้พลังงานยังส่งผลบวกต่อระบบการผลิต โดยช่วยลดภาระของโรงกลั่นน้ำมันที่ก่อนหน้านี้ต้องเร่งกำลังการผลิตเกินกว่า 100% จนเสี่ยงต่อความเสียหายของระบบ ขณะเดียวกันยังช่วยบรรเทาภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยทำให้รายจ่ายต่อวันลดลงจากเดิมกว่า 1,500 ล้านบาท เหลือประมาณ 1,200 กว่าล้านบาท ช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของหนี้กองทุนและส่งผลดีต่อฐานะการคลังของประเทศในภาพรวม

สำหรับสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลก แม้ว่าล่าสุดประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะประกาศชะลอการโจมตีอิหร่านออกไปประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลดลงบ้าง แต่ราคายังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติ จึงยังมีความจำเป็นที่ประชาชนต้องช่วยกันประหยัดพลังงานต่อไป เนื่องจากความไม่แน่นอนในระยะถัดไปอาจทำให้การจัดหาน้ำมันดิบจากต่างประเทศทำได้ยากขึ้น

เลขาธิการ สศช. ยังได้ยืนยันเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า น้ำมันในระบบสถานีบริการจะไม่ขาดแคลนแน่นอน โดยเฉพาะในเครือ ปตท. และบางจาก ที่ยืนยันความพร้อมในการให้บริการ ทั้งนี้ขอเน้นย้ำให้ประชาชนและทุกภาคส่วนเร่งปรับตัวและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อประหยัดพลังงาน เนื่องจากหากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจในระดับกว้างต่อไปซึ่งทุกคนต้องปรับตัว