วันที่ 8 เม.ย.2569 เวลา 10.55 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาฯ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม ต่อมาที่ประชุมได้พิจารณาญัตติขอให้สภาฯตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ จำนวน 3 ฉบับทั้งสส.ฝ่ายค้านและรัฐบาล ได้แก่นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย นายจุรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และน.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
ทั้งนี้นายร่มธรรม อภิปรายว่า ขณะนี้ประชาชนได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาอย่างสุดความสามารถ และมีมาตรการต่างๆ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่ปัญหาอุทกภัยก็ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน จึงอยากเสนอรัฐบาลให้ดำเนินการป้องกันสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคต เพราะที่ผ่านมาประชาชนต้องเผชิญกับอุทกภัยหลายรูปแบบ และวันนี้เราต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกที่รุนแรงแปรปรวน และเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติต่าง ๆ หรือที่เรียกว่าภาวะโลกรวน ทำให้ภัยเหล่านี้รุนแรงมากขึ้น ถี่ขึ้น คาดเดาได้ยากขึ้น
เหมือนที่เราเห็นในช่วงปลายปีที่ผ่านมาคือการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ที่ทำให้เกิดความเสียหายทั้งทรัพย์สิน ชีวิต โครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งตนได้เห็นการทำงานเชิงรุกของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.หลายคนในขณะนั้นมีการระดมสรรพกำลัง และงบประมาณเข้าไปให้การช่วยเหลือ การให้เงินเยียวยาน้ำท่วมสำหรับครัวเรือนเร็วที่สุด และยังเพิ่มการช่วยเหลือแบบขั้นบันไดไปจนถึงมาตรการของกระทรวงต่างๆ ที่ออกมาช่วยเหลือประชาชนและกลุ่มอาชีพต่างๆ ในการฟื้นฟูจากเหตุภัยพิบัติ ซึ่งภัยธรรมชาติกับภาวะโลกรวนถือเป็นบทเรียนที่สำคัญว่าทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
นายร่มธรรม กล่าวว่า วันนี้เราจึงต้องเตรียมรับมือกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุด หากภัยพิบัติจะเกิดขึ้น และตนมีข้อเสนอดังนี้ 1.สนับสนุนให้รัฐบาลผลักดันให้ยกระดับการทำงานแบบบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละลุ่มน้ำให้มีการทำงานอย่างใกล้ชิด เป็นเอกภาพ เพื่อให้เกิดการวางแผนจัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำอย่างเป็นระบบ รวมถึงการตั้งศูนย์พักพิงให้กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ
2.สนับสนุนรัฐบาลในการพัฒนาระบบข้อมูลน้ำ การแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็วและเป็นระบบเดียว หรือที่เรียกว่า single command เราสามารถใช้เทคโนโลยีดาวเทียม เอไอ และเทคโนโลยีต่างๆเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติได้ทันท่วงที และ 3.สนับสนุนรัฐบาลพิจารณาเพิ่มการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูประชาชนจากภัยพิบัติทุกภัยพิบัติธรรมชาติมากยิ่งขึ้น โดยขอสนับสนุนแนวคิดระบบประกันภัยครัวเรือนเข้ามาช่วย ซึ่งเมื่อรวมกับข้อมูลของดาวเทียมและเทคโนโลยีแล้ว เราจะสามารถให้เงินเยียวยาประชาชนได้ตรงจุด รวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน มีความเหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นมากยิ่งขึ้น
จากนั้นนายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ขอเสนอญัตติด่วนขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการอุทกภัยแบบบูรณาการ เพราะอุทกภัยช่วงปลายปี 2568 สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้านบาท และทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 145 ราย ซึ่งทำให้เห็นว่าเป็นความล้มเหลวของรัฐบาลเป็น 3 ระยะ 1. ระยะเตือนภัย “ข้อมูลดี แต่เข้าไม่ถึงชาวบ้าน” แม้หน่วยงานอย่างกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน หรือ GISTDA จะมีข้อมูลที่แม่นยำ แต่การสื่อสารกลับล้มเหลว ไม่สามารถแปลงข้อมูลวิชาการให้เป็นภาษาที่ชาวบ้านเข้าใจได้ ยกตัวอย่างกรณีประชาชนต้องตื่นมาพบน้ำท่วมสูงกว่า 3 เมตรกลางดึกโดยไม่รู้ตัว จึงขอข้อเสนอให้นำเทคโนโลยี Digital Twin (เมืองฝาแฝดดิจิทัล) และระบบ AI มาใช้แจ้งเตือนรายบุคคลล่วงหน้า 24-48 ชั่วโมง
นายจุรี กล่าวต่อว่า 2. ระยะเผชิญเหตุ “มั่วตั้วคั่วตอก ทิ้งประชาชนรอรับ ครม.” ความไร้เอกภาพในการบริหารจัดการ มีการกั๊กอุปกรณ์กู้ภัย รถใหญ่ และเรือ เพื่อรอสแตนบายรับคณะรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่ แทนที่จะรีบนำไปช่วยชีวิตประชาชนที่ติดค้างอยู่ ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตสูงเกินควร 3. ระยะฟื้นฟู “เยียวยาเต่าเรียกพี่ 150 วัน ได้แค่ 150 บาท” ประเด็นที่สร้างเสียงฮือฮาที่สุดคือความล่าช้าในการเยียวยา เปรียบเหมือนนาซาใช้เวลาเดินทางไปดวงจันทร์เพียง 3 วัน แต่เงินเยียวยารัฐบาลใช้เวลา 150 วันยังส่งไม่ถึงมือผู้ประสบภัย และที่น่าตกใจคือบางรายได้รับเงินโอนเพียง 150 บาท จากเพดานสูงสุดที่ควรได้ 49,000 บาท ซึ่งไม่เพียงพอแม้แต่จะซื้อวัสดุซ่อมแซมเล็กน้อย
ขณะที่น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า เหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในอำเภอหาดใหญ่เมื่อปลายปี 2568 ทำให้เห็นว่ารัฐบาลบริหารจัดการผิดพลาดตั้งแต่วันแรก 1.คำสั่งล่าช้า ฝนตกหนักตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย. แต่อนุมัติ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯวันที่ 25 พ.ย. ทำให้การสั่งการรวมศูนย์ล่าช้าไปถึง 4 วัน ประชาชนอพยพไม่ทัน โรงพยาบาลน้ำท่วมเครื่องปั่นไฟเพราะไม่มีการแจ้งเตือนทางการ
2.สุญญากาศการสั่งการ มีการเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการเหตุการณ์ไปมาจนหน่วยงานหน้างานสับสน ประชาชนต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดกันเองโดยพึ่งพาอาสาสมัครและจิตอาสาเป็นหลัก แต่ประเด็นที่น่าตกใจที่สุดคือเกณฑ์การเยียวยาที่ไร้มาตรฐาน และไม่สอดคล้องกับความจริง คือเยียวยาต่ำกว่าจริง จากผู้ได้รับผลกระทบกว่า 1 แสนครัวเรือน อนุมัติเพียงครึ่งเดียว และบางรายได้รับเงินซ่อมบ้านเพียง 240 บาท ซึ่งไม่เพียงพอแม้แต่จะซื้อลูกบิดประตูระเบียบใหม่ไม่ย้อนหลัง แม้รัฐบาลจะยอมปรับเพดานเยียวยาเป็น 88,500 บาท เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2569 แต่กลับมีผลเฉพาะภัยที่เกิดหลังวันประกาศ ทำให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อปลายปีที่แล้ว “อดได้” สิทธินี้ จึงขอข้อเสนอให้รัฐบาลออกหลักเกณฑ์จ่ายย้อนหลังให้ครอบคลุมค่าแรงและค่าวัสดุตามจริง และขยายเพดานเป็น 100,000 บาท
น.ส.ภคมน กล่าวอีกว่า หาดใหญ่เป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของภาคใต้ แต่รัฐบาลกลับไม่มีมาตรการกระตุ้นที่ชัดเจน จึงขอเสนอให้มี 1.ศูนย์ข้อมูลกลาง (Big Data) เสนอให้ใช้ข้อมูลจิสด้า (GISTDA) เชื่อมโยงตำแหน่งภูมิศาสตร์ เพื่อจ่ายเงินเยียวยาได้ทันทีภายใน 30 วัน โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนมายืนต่อคิวถ่ายเอกสาร 2.มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว จัดโครงการหมุนเวียนเมืองท่องเที่ยวทุก 4 เดือน ทำโปรโมชั่นร่วมกับโรงแรมและร้านอาหารท้องถิ่น แทนการพึ่งพาแค่โครงการคนละครึ่ง และ3.แก้หนี้ภาคธุรกิจ ให้ผู้ประกอบการ SME และแม่ค้าในตลาดเข้าไม่ถึงสินเชื่อ Soft Loan จนต้องไปพึ่งหนี้นอกระบบดอกเบี้ยรายวัน รัฐบาลต้องเข้ามาเป็นตัวกลางช่วยพักหนี้อย่างจริงจัง
"รัฐบาลคิดแต่การเยียวยาด้วยการจ่ายแล้วจบ แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการคือความปลอดภัยที่รัฐบาลต้องดูแล และโรดแมปการจัดการน้ำที่ทำให้เขามั่นใจว่าจะลงทุนรอบใหม่แล้วธุรกิจจะไม่เจ๊ง" น.ส.ภคมน กล่าว







