“บิ๊กโก๋” ผอ.ศูนย์ข่าวสารไทย–กัมพูชา นำสื่อไทย–เทศ ตรวจสอบ อาณาจักร “สแกมเมอร์ โอสเม็ด-ช่องจอม มีตึก ราว150 ตึกกว่า 500ไร้่ เป็นศูนย์แสตมป์เมอร์ใหญ่มีคนทำงาน ราว 1 หมื่นคน ออกไปอยู่ที่อื่นแล้วในห้วงการสู้ ทหารไทยเข้าพื้นที่ เหตุทหารเขมรใช้เป็นฐานบัญชาการรบ ปล่อยโดรน ส่องทหารไทย
วันที่ 7 เม.ย.69 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา พร้อมคณะ ได้นำสื่อมวลชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ลงพื้นที่บริเวณช่องจอม -โอเสม็ดต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจากพื้นที่จริงพบ ศูนย์สแกม อาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ ขนาดใหญ่ 29 อาคาร ซ่อน ในอาณาจักรคาสิโน ราว 150 ตึก โดยทุนจีนเทา และการอำนวยความสะดวกจากฝ่ายกัมพูชา
ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา กล่าวว่า ภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการ พาไปดู แต่คือการ เปิดให้พิสูจน์ โดยมีเป้าหมายชัดเจน 4 ประการ คือ
1.เพื่อสร้างความโปร่งใส ให้สื่อเข้าถึงข้อเท็จจริงจากพื้นที่
2.เพื่อให้ข้อมูลรอบด้าน ลดความคลาดเคลื่อนในสาธารณะ
3.เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ
4.เพื่อเสริมความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน
“ประเทศไทยยืนอยู่บนหลักนิติธรรม ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชน รวมถึงผู้สังเกตการณ์ เข้าถึงข้อมูลจริงอย่างต่อเนื่อง เพราะ “ความเข้าใจร่วม” คือหนทางลดความตึงเครียด และ “ความจริงที่เห็นร่วมกัน” คือ รากฐานของความไว้วางใจ
โดย ไทยยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับทุกประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อยุติขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ ซึ่งถูกยกระดับเป็นภัยคุกคามระดับโลก ไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นปัญหาร่วมของโลกทั้งใบ
ซึ่ง มีคำถามจำนวนมาก เช่น เหตุใดต้องพาสื่อลงพื้นที่ คำตอบคือ ไทยเชื่อว่าความจริงต้องถูกมองเห็น ไม่ใช่เพียงถูกกล่าว” การลงพื้นที่คือการเปิดโอกาสให้สื่อพิสูจน์ด้วยตนเอง รายงานบนหลักฐาน ไม่ใช่กระแส
ศูนย์สแกม มีอยู่จริงหรือไม่ สิ่งที่พบคือข้อสังเกตจากพื้นที่จริง ที่สอดคล้องกับรูปแบบเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ไทยเปิดให้ตรวจสอบ และผลักดันความร่วมมือเพื่อพิสูจน์ความจริงร่วมกัน
ไทยกำลังกล่าวโทษกัมพูชาหรือไม่คำตอบคือ “ไม่” ไทยไม่ได้ชี้นิ้วหาใคร แต่ชี้ไปที่ “ปัญหา” ซึ่งเป็นเครือข่ายข้ามชาติขนาดใหญ่ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย
มีการรุกล้ำดินแดนหรือไม่ ไทยเรานั้นยืนยันชัด เราปฏิบัติตามแนววางกำลังตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ไม่มีการล้ำเส้น และดำเนินการภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ
สถานการณ์ตึงเครียดหรือไม่ ตอบได้เลยว่าภาพรวมยังอยู่ภายใต้การควบคุม และอยู่ในช่วง ลดระดับความตึงเครียด แม้มีปัจจัยน่ากังวล ไทยเลือกใช้ความยับยั้ง ไม่ยกระดับสถานการณ์ หรือเหตุใดไทยไม่ตอบโต้ ก็เพราะการตอบโต้ อาจสร้างปัญหาใหม่ ไทยจึงเลือกความสุขุม เปิดทางให้กลไกทางการทูตทำงาน เพื่อนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน
ส่วนไทยแก้ปัญหาสแกมอย่างไร นั้น เราใช้แนวทางบูรณาการ ทั้งด้านข่าวกรอง การบังคับใช้กฎหมาย ความร่วมมือข้ามพรมแดน และการประสานงานกับนานาชาติ เพื่อรื้อถอนเครือข่ายอย่างเป็นระบบ
ประชาชนปลอดภัยหรือไม่ ความปลอดภัยของพลเรือนคือ หัวใจสำคัญ ทุกการดำเนินการมุ่งรักษาเสถียรภาพ และหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อชุมชน
ส่วนคำถามที่ว่า กลไก JBC มีบทบาทอย่างไร นั้นเป็นเวทีสำคัญในการหารือประเด็นละเอียดอ่อน ไทยยืนยันใช้กลไกนี้แก้ปัญหาอย่างสันติ เป็นระบบ และยั่งยืน
“ประเทศไทยส่งสารชัดถึงประชาคมโลก ยืนบนความโปร่งใส ยึดความยับยั้งชั่งใจ และเดินหน้าความร่วมมือบนกติกาสากล เพราะท้ายที่สุดแล้ว ‘ความจริงที่ตรวจสอบได้ จะสร้างความไว้วางใจ’ และ ‘ความไว้วางใจจะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน’ ในเกมข่าวสารที่ซับซ้อน ไทยเลือกใช้ข้อเท็จจริงเป็นคำตอบ ไม่ใช่เสียงดัง แต่คือความชัดเจนที่ตรวจสอบได้” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว
#สแกมเมอร์ #โอสเม็ด #ช่องจอม #ชายแดนไทยกัมพูชา #ข่าวความมั่นคง #โดรนสอดแนม #ทหารไทย #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline







