การเมืองทั่วไป

"นรเศรษฐ์ ปรัชญากร" เปิดข้อมูลน่าตกใจ "การคุกคามทางเพศ" ใน "รัฐสภา"

แชร์ข่าว

หมายเหตุ : "นรเศรษฐ์ ปรัชญากร" สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ "สยามรัฐออนไลน์" ถึงภัยคุกคามทางเพศ ที่เกิดขึ้นในรัฐสภา โดยเป็นผลสืบเนื่องจากการเปิดเผยสรุปผลการจัดเสวนา "รัฐสภาปลอดการคุกคามทางเพศ" (Blackbox) ที่ผ่านมา

โดยชี้ให้เห็น "ภัยคุกคามทางเพศ" ที่ซ่อนอยู่ในความสง่างามของ "สัปปายะสภาสถาน" สถานที่ออกกฎหมายของประเทศไทย ซึ่งเต็มไปด้วยผู้เสียหายทั้งหญิงและชาย ที่จำใจ "ปิดปาก" ไม่กล้าเรียกร้องความยุติธรรมให้ตนเอง เพราะเกรงกลัวอำนาจของผู้กระทำที่มีตำแหน่งระดับสูง

- อะไรคือจุดเริ่มต้นและแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้คณะกรรมาธิการฯ ลุกขึ้นมาทำโครงการ Blackbox อย่างจริงจัง?

เราตระหนักว่าสภาควรเป็นพื้นที่ตัวอย่างด้านความปลอดภัยและเป็นธรรม เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการนิติบัญญัติและนโยบายระดับประเทศ แต่ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นคือ จากการวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าเมื่อปีที่ผ่านมา พบว่ามีการคุกคามทางเพศเกิดขึ้นจริง แต่สถิติการร้องเรียนไปยังสำนักวินัยกลับเป็น "ศูนย์"

สิ่งนี้สะท้อนว่ากลไกปัจจุบัน "ไม่ฟังก์ชัน" คนไม่ทราบช่องทางร้องเรียน หรือไม่เชื่อมั่นในระบบที่มีอยู่ เราจึงร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า, มูลนิธิ WFD, สถานทูตอังกฤษ และแคนาดา จัดตั้งกล่อง Blackbox 4 กล่องทั่วสภา ตั้งแต่เดือนมกราคม เพื่อให้ผู้ประสบเหตุส่งเสียงออกมาได้อย่างปลอดภัยครับ

- ข้อมูลจาก "Blackbox" ที่รวบรวมมาสะท้อนสถานการณ์ในสภาตอนนี้อย่างไรบ้าง?

เราเก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม ถึง 27 มีนาคม 2569 รวม 72 วัน พบว่ามีผู้ส่งความคิดเห็นเข้ามาถึง 775 กรณี สิ่งที่พบคือ "กำแพงแห่งความเงียบ" ที่แข็งแกร่งมาก แม้ไม่ต้องระบุตัวตน แต่มีถึง 16.3% (126 กรณี) ที่ไม่ยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และ 54.6% ไม่กล้าระบุตำแหน่งผู้กระทำ เพราะหวาดกลัวอิทธิพลมืดที่อาจกระทบต่อหน้าที่การงาน

หากดูตามสถิติ ผู้ถูกกระทำเป็นผู้หญิง 66%, ผู้ชาย 21% ที่เหลือไม่ระบุเพศและเป็นกลุ่ม LGBT โดยส่วนใหญ่ (70%) อยู่ในช่วงอายุ 36-55 ปี ที่น่าสนใจคือ 83.3% ของผู้ถูกกระทำคือข้าราชการและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ซึ่งเป็นฐานรากของพีระมิดอำนาจ ในขณะที่ผู้กระทำมีทั้งข้าราชการฝั่งวุฒิสภา 15%, ข้าราชการฝั่งสภาผู้แทนราษฎร 6.6% และที่สลดใจที่สุดคือพบผู้กระทำเป็นถึงระดับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 26 กรณี หรือคิดเป็น 5.37%

- รูปแบบการคุกคามที่เกิดขึ้นในรั้วรัฐสภา มีลักษณะอย่างไร และมีกรณีไหนที่ร้ายแรงเป็นพิเศษไหม?

เราจำแนกตาม พ.ร.บ. คุกคามทางเพศฉบับใหม่ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 30 ธันวาคมที่ผ่านมาได้ 5 รูปแบบหลักครับ 1.ทางกาย (40 กรณี) ตั้งแต่สัมผัสไม่พึงประสงค์ ล่วงละเมิดจุดสงวน ไปจนถึงพยายามใช้กำลังขืนใจ 2.ทางวาจา (30 กรณี) พูด 2 แง่ 2 ง่าม วิจารณ์รูปร่าง หรือใช้ตำแหน่งแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางเพศ

3.ทางกิริยา/การรังควาน (17 กรณี) สะกดรอยตาม (Stalking) ใช้สายตาคุกคาม และแอบถ่ายรูปในห้องน้ำ 4.ทางเสียง (4 กรณี) ผิวปากแซว หรือการที่คนกลุ่มใหญ่หัวเราะสนับสนุนเมื่อผู้ใหญ่ใช้คำพูดคุกคามกลางที่ประชุม 5.ทางออนไลน์ (7 กรณี) ส่งภาพแทะโลม ทักแชทคุยยามวิกาล หรือคอมเมนต์รุนแรง

นอกจากนี้ ยังมีกรณีร้ายแรงที่ผู้ชายถูกวางยา กลุ่มนักศึกษาฝึกงานถูกคุกคามถึง 7 กรณี แม้แต่ตำรวจสภาที่ควรดูแลความปลอดภัย ก็พบว่าเป็นผู้กระทำถึง 4 กรณี เช่น ตามถ่ายรูปหรือดึงเข้าที่ลับตา

- ทำไมระบบการรับเรื่องร้องเรียนในปัจจุบันถึงถูกมองว่าล้มเหลว?

เพราะโครงสร้างอำนาจเป็นระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกครับ บุคลากรกว่า 56.1% ไม่รู้จะไปแจ้งที่ไหน หากข้าราชการทำผิด เพื่อนข้าราชการก็สอบกันเอง ซึ่งบางครั้งผู้สอบมีตำแหน่งต่ำกว่าผู้ถูกสอบเสียด้วยซ้ำ แต่ถ้า สส. หรือ สว. ทำผิด เหยื่อต้องร้องต่อคณะกรรมการจริยธรรมที่ประกอบด้วย สส. และ สว. ด้วยกันเอง มันเหมือนการเอาลูกแกะไปฟ้องฝูงหมาป่าเพื่อให้ตัดสินหมาป่าด้วยกัน ซึ่งต้องใช้มติเสียงข้างมาก ทำให้ผู้มีอิทธิพลสามารถรอยนวลพ้นผิดได้ง่ายเพื่อรักษาภาพลักษณ์องค์กร สุดท้ายเรื่องมักจบลงที่การไกล่เกลี่ยด้วยเงินเพื่อให้เรื่องเงียบไป โดยไม่มีการลงโทษที่จริงจังครับ

- หลักของการขับเคลื่อนเรื่องการคุกคามทางเพศในสภาครั้งนี้มีขอบเขตอย่างไร?

การทำงานครั้งนี้เราไม่ได้เน้นไปที่การดําเนินการกับผู้กระทําผิดหรือสอบสวนเป็นรายเคสครับ เพราะส่วนนั้นเป็นหน้าที่ของกรรมาธิการจริยธรรมหรือช่องทางวินัยที่มีอยู่เดิม แต่เรามุ่งเน้นการทำงานใน "เชิงโครงสร้างภาพรวม" เพื่อทำให้สังคมและคนในสภารับรู้ว่าปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจริง เรามีการตั้งกล่อง Black Box และจัดงานเสวนาเพื่อยืนยันการมีอยู่ของปัญหา และหาทางออกในระดับนโยบายร่วมกัน

- จากที่ได้สัมผัสมา อะไรคืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้ปัญหาการคุกคามทางเพศในสภายังคงถูกซุกไว้ใต้พรม?

ปัญหาใหญ่คือ "วัฒนธรรมความเงียบ" บางคนไม่รู้จะไปร้องเรียนที่ไหน หรือรู้แต่ไม่กล้าเพราะกลัวกระทบต่อหน้าที่การงาน ยิ่งในสภาเป็นพื้นที่ที่มี "ความไม่สมดุลของอำนาจ" สูงมาก ระหว่างผู้มีอำนาจทางการเมืองกับข้าราชการชั้นผู้น้อย ทำให้เกิดความเกรงใจ หรือถูกบอกว่าเป็นเรื่องที่ "ผู้ใหญ่เอ็นดู" ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องปกติ หากเราปล่อยให้เงียบไป ผู้กระทำก็จะยิ่งย่ามใจและทำรุนแรงขึ้น จนความปลอดภัยและความสบายใจในการทำงานลดน้อยลง

- ท่านมองว่ากลไกการรับเรื่องร้องเรียนที่มีอยู่ในปัจจุบัน "เพียงพอ" แล้วหรือยัง?

ในความเห็นของผมคือ "ยังไม่พอ" เพราะกลไกปัจจุบันอาจขาดความเข้าใจในสภาพจิตใจของผู้ถูกกระทำ บางครั้งเขาไม่อยากพูดกับคนทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญหรือนักจิตวิทยา เราต้องการกลไกที่เป็น "อิสระ ปลอดภัย และรักษาความลับได้จริง" เหมือนในประเทศที่ก้าวหน้าอย่างอังกฤษ อเมริกา หรือออสเตรเลีย ที่เขาทำเรื่องนี้มาเป็นสิบปีจนต้องตั้งหน่วยงานอิสระขึ้นมาจัดการโดยตรงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ถูกกระทำ

- แล้วแนวทางการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในอนาคต ท่านมีแผนการดำเนินงานอย่างไร?

ความมั่นใจต้องสร้างจาก "ระบบ" ไม่ใช่ตัวบุคคลครับ เราต้องมีโครงสร้างที่เหมาะสมและมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ามาจัดการ ผมเตรียมนำรายงานสรุปผลการศึกษาไปปรึกษากับท่านประธานวุฒิสภา เพื่อวางกลไกขับเคลื่อน นอกจากนี้เรายังทำงานร่วมกับเครือข่าย สส. ทั้งจากพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาชน ซึ่งทุกคนเห็นตรงกันว่านี่คือ "ปัญหาร่วม" ที่ไม่ใช่เรื่องการเมือง และต้องผลักดันไปพร้อมกันทั้งสองสภา

- นอกเหนือจากกลไกทางกฎหมายแล้ว สิ่งที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคืออะไร?

คือการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร  กฎหมายเป็นเพียงหลังพิง แต่หัวใจสำคัญคือการทำให้ทุกคนตระหนักว่าสิ่งที่เคยทำ เช่น การแซวในลักษณะที่อีกฝ่ายไม่สบายใจ ไม่ใช่เรื่องปกติ เราต้องการสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ ปัจจุบันเรามีสัดส่วน สส. หญิง หรือกลุ่ม LGBT น้อยเกินไป หากเราทำให้สภาปลอดภัยไม่ได้ การจะดึงดูดคนกลุ่มนี้เข้ามาทำงานการเมืองให้มากขึ้นก็เป็นเรื่องยากครับ

- มีแผนที่จะบรรจุเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการทำงานอย่างไร?

เราเตรียมผลักดัน 3 ทางออกสำคัญครับ 1.จัดทำ Code of Conduct (CC) ขีดเส้นทางจริยธรรมให้ชัดเจนว่าพฤติกรรมไหนทำไม่ได้ ลบข้ออ้างเรื่อง "แค่หยอกล้อ" ออกไป 2.การฝึกอบรมภาคบังคับ สมาชิกและเจ้าหน้าที่ทุกระดับต้องผ่านการอบรมเรื่อง "ความยินยอม" (Consent) และสอนให้ผู้เห็นเหตุการณ์ (Bystander) กล้าเข้าแทรกแซง และ 3.กลไกร้องเรียนที่เป็นอิสระ

นี่คือหัวใจสำคัญ เราต้องดึงอำนาจสอบสวนออกมาจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สร้างช่องทางเช่น Line Official หรือสายด่วนที่มีนักจิตวิทยา กฎหมาย และภาคประชาสังคมร่วมด้วย เพื่อรับประกันความลับและความปลอดภัยของผู้ร้องเรียนจริงๆ

ข่าวแนะนำ