“วีระยุทธ” ฟาดรัฐบาลทิ้งขว้าง 20 ปี ปล่อย “กุ้งไทย” พังพินาศ แฉหน่วยงานรัฐมั่วข้อมูล “มาเลเซียแบน” ต่างกัน 10 เท่า เสี่ยงราคารวนทั้งระบบ
รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร นักวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า
รู้หรือไม่ครั้งหนึ่งไทยเคยส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก?
ช่วงเวลา 20 ปีที่ทุกรัฐบาลบอกว่า “ประเทศไทยเป็นครัวของโลก”
เป็น 20 ปีที่ไทยตกบัลลังก์ จากผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลกมาอยู่กลางตารางและโดนทิ้งห่างไปเรื่อยๆ
ความเดือดร้อนของผู้เลี้ยงกุ้งไทยที่โดนมาเลเซียแบนห้ามนำเข้าที่กำลังเป็นข่าวในตอนนี้ จึงสะท้อนอีกครั้งถึงความละเลยของรัฐบาลและราชการไทยตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา
ปัญหาเฉพาะหน้า: ไทยส่งออกกุ้งไปมาเลเซียเดือนละ 300 ตัน หรือ 3,000 ตัน?
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา มาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย 5 สายพันธุ์ (กุ้งลายเสือ กุ้งแชบ๊วย กุ้งขาวแวนนาไม กุ้งกุลาดำ และกุ้งน้ำเงิน) โดยเป็นข่าวว่าเพื่อตอบโต้ทางการค้าจากที่ไทยตรวจจับปลากะพงขาวจากมาเลเซีย
ในวันที่ 11 มิ.ย. กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ จึงเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาเพื่อหารือข้อเท็จจริงและมาตรการรับมือ โดยพบว่าปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ข้อมูลที่ไม่ตรงกันระหว่างผู้เลี้ยงกุ้งกับหน่วยราชการ ทำให้มองระดับความรุนแรงของปัญหาต่างกันราวฟ้ากับเหว
เพราะกรมประมงประเมินความเสียหายแค่เดือนละ 300-400 ตัน ในขณะที่ผู้ประกอบการให้ข้อมูลว่าปริมาณความเสียหายว่าน่าจะถึงเดือนละ 3,000 ตัน หรือปีละราว 40,000 ตัน
เรียกว่า "ตัวเลขทางการ" กับ "ตัวเลขจริง" อาจต่างกันระดับ 10 เท่าตัว
เหมือนกับหลายเรื่องในประเทศไทย ที่พอตัวเลขทางการไม่ค่อยสอดคล้องกับสถานการณ์จริง รัฐบาลก็จะประเมินความเสียหายและออกมาตรการเพื่อรับมือเบากว่าปัญหาหน้างาน
ในกรณีของกุ้ง ถ้ามาเลเซียเลือกปิดด่านนำเข้าแบบนี้ จะทำให้ตลาดกุ้งของไทยเองรวนทั้งระบบ เพราะหากปริมาณที่เคยส่งออกถึง 3,000 ตันต่อเดือนต้อง “ไหลย้อนกลับ” มาที่ตลาดภายในของไทยเองทั้งหมด ราคากุ้งจะต้องป่วนเป็นลูกโซ่ เกิดการตัดราคาภายในครั้งใหญ่
แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ จะเดินหน้าแก้ปัญหาแล้ว แต่ในฐานะหน่วยราชการก็จะทำได้เพียงกระบวนการที่เป็นทางการ อย่างการส่งหนังสือไปที่มาเลเซีย การเตรียมใช้เวทีระหว่างประเทศเช่น WTO โต้แย้ง หรือเตรียมระบายผลผลิตผ่านโครงการธงฟ้าหรือไทยช่วยไทยพลัส แต่การระบายสินค้าภายในประเทศตามแนวทางของกระทรวงพาณิชย์กว่าจะเกิดขึ้นก็ปลายเดือนมิถุนายน
แต่สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งบอกว่านี่คือ "10 วันอันตราย" เพราะกุ้งที่พร้อมขาย หากผ่านไปแค่ 10-15 วัน กุ้งจะคุณภาพลดลงหรือทยอยตาย เพราะเกิดความแออัดในบ่อ เสี่ยงต่อการติดเชื้อ
ปัญหาใหญ่ : แก้ 4 โรคไม่ได้ กุ้งไทยไม่มีวันกลับมา
อุตสาหกรรมกุ้งเป็นหนึ่งในไม่กี่อุตสาหกรรมของไทยที่มีห่วงโซ่การผลิตครบวงจรในประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตอาหารกุ้ง การเพาะพันธุ์ลูกกุ้ง การเพาะเลี้ยงในฟาร์ม ไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์
สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งให้ข้อมูลว่า เรามีเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งประมาณ 2 แสนครอบครัว กระจายอยู่ทั่ว 34 จังหวัดทั่วประเทศ
ช่วงปลายทศวรรษ 2540 ประเทศไทยเคยเป็นผู้ผลิตและส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก เคยผลิตถึง 640,000 ตันต่อปี แต่เจอจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเกิดการระบาดของโรคตายด่วน หรือ Early Mortality Syndrome (EMS) เมื่อปี 2555
ผ่านไปอีกสิบปี โรค EMS ยังจัดการไม่ได้ แต่มีโรคใหม่เพิ่มอีก 3 โรค คือ ไวรัสตัวแดงดวงขาว ไวรัสหัวเหลือง และโรคติดเชื้อขี้ขาวอีเอชพี
แต่องค์ความรู้ในการแก้โรคกุ้งของเรายังไม่ขยับตาม
ยอดผลิตและส่งออกกุ้งของไทยจึงถดถอยต่อเนื่อง จาก 640,000 ตัน ก็เหลือแค่ 270,000 ตันต่อปี
ในขณะที่ “เอกวาดอร์” ทะยานขึ้นมาเบียดกับจีนและอินเดีย เพราะเอกวาดอร์มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งอย่างต่อเนื่อง เน้นการเลี้ยงแบบธรรมชาติ ด้วยอาหารคุณภาพสูง ที่เหมาะกับสายพันธุ์พื้นถิ่น จนเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพมาเป็นอันดับหนึ่งแทนประเทศไทย
ผู้กำหนดนโยบายต้องไม่ยึดติดกับมายาคติว่า “ไทยเป็นครัวของโลก”
แม้แต่ในสินค้าเกษตรก็มีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่สนามเสมอ เราต้องรู้จักคู่แข่งของเราในตลาดโลกให้ถ่องแท้กว่านี้ ว่าเขากำลังทำอะไรกัน เดินหน้าไปทางไหน ก่อนที่เราจะไม่เหลือใครอยู่ข้างหลังครับ
#วีระยุทธกาญจน์ชูฉัตร #กุ้งไทย #มาเลเซียแบนกุ้งไทย #ส่งออกกุ้ง #เกษตรกรเลี้ยงกุ้ง #วิกฤตกุ้งไทย #ครัวของโลก #กรมประมง #กระทรวงพาณิชย์ #ราคากุ้งตกต่ำ #โรคกุ้งตายด่วน #โรคEMS #เอกวาดอร์ #เศรษฐกิจไทย #กมธพัฒนาเศรษฐกิจ #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวเกษตร #ปัญหาการส่งออก #กุ้งขาวแวนนาไม #กุ้งกุลาดำ








